การจัดการมลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

       การจัดการมลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

                                                                                 บุญจง ขาวสิทธิวงษ์

1.ปัญหา

การประกอบกิจการโรงงานบางประเภทสามารถก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ำได้ปัญหามลพิษทางน้ำอาจเกิดจากน้ำทิ้งจากชุมชนและแหล่งเกษตรกรรมได้เช่นกัน แม้ปัญหามลพิษทางจากน้ำจากอุตสาหกรรมจะเป็นส่วนหนึ่งก็ตาม แต่ในยุคแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างในปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมไม่ควรละเลยการจัดการน้ำเสียจากโรงงานของตนเนื่องจากปัญหาคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนหรือครัวเรือนที่อยู่ใกล้เคียงโรงงาน ผู้ประกอบการอาจสูญเสียภาพลักษณ์ที่ดีโดยเฉพาะความรับผิดชอบต่อสังคมและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบอาจประสบปัญหาด้านสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำอาจเสื่อมโทรมและมีจำนวนลดลง จนส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของชาวบ้าน อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างโรงงานและชาวบ้าน ก่อให้เกิดความไม่สงบสุขต่อการอยู่ร่วมกันระหว่างโรงงานและชุมชนอันเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่พึงปรารถนา ดังนั้นปัญหามลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมจึงเป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการไม่ควรละเลยหรือมองข้ามไป

2.ข้อเท็จจริง

2.1     มลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหามลพิษจากการประกอบกิจการทั้งในและต่างประเทศ

เหตุการณ์เกี่ยวกับมลพิษทางน้ำในต่างประ  เช่น

                 องค์การปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ สก็อตแลนด์ (Scottish Environmental Protection Agency) ได้รายงานเหตุการณ์เกี่ยวกับมลพิษทางน้ำจากโรงงานในสก็อตแลนด์ ระหว่างปี ค.ศ. 2000-2003 ดังแสดงในตารางดังต่อไปนี้ ซึ่งแสดงว่าให้เห็นว่าปัญหาน้ำเสียจากอุตสาหกรรมยังเป็นปัญหาที่พบบ่อยและส่วนใหญ่มิใช่ปัญหารุนแรง

*อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

 

 เหตุการณ์เกี่ยวกับมลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมในสก๊อตแลนด์  ระหว่าง  ค.ศ. 2000 – 2003

 

แหล่งกำเนิด

2000/01

2001/02

2002/03

M

S

M

S

M

S

น้ำเสียจากอุตสาหกรรม

74

7

23

7

70

18

น้ำมันรั่วไหลจากโรงงานสู่แหล่งน้ำ

172

32

75

12

กากแร่

137

26

57

21

35

13

สารเคมีรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำ

29

5

7

2

8

4

โรงงานเบียร์   สุรา

9

0

5

0

โรงงานกระดาษ

8

1

9

0

1

2

อื่น ๆ  จากอุตสาหกรรม

89

11

90

6

56

13

หมายเหตุ   :        M = ไม่รุนแรง

S = รุนแรง

ค.ศ. 1955  ได้เกิดเหตุการณ์ปนเปื้อนสารปรอทอินทรีย์จากโรงงานผลิตปุ๋ยเคมีสู่อ่าวมินามาตะ  เกาะกิวชิว  ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านมินามาตะ   ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงได้ผลกระทบจากสารพิษปรอทปนเปื้อนในสัตว์น้ำ  เกิดโรคที่เรียกว่า  โรคมินามาตะ   นอกจากนี้อีกเหตุการณ์หนึ่งที่รุนแรง  ได้แก่  กรณีประชาชนในจังหวัดโตยาม่า   ได้รับอันตรายจากแคดเมี่ยมซึ่งปนเปื้อนในแม่น้ำจินซุ   เมื่อประชาชนได้รับสารพิษผ่านทางน้ำและสัตว์น้ำ   ทำให้เกิดโรคปวดตามกระดูก  หรือโรคอิไต – อิไ

ค.ศ.  1984  ภาชนะบรรจุสารเมธิลไอโซไชยาเนต  (Methylisocyanate –  MIC)  ซึ่งเป็นสารปราบศัตรูพืช   ของบริษัท  ยูเนียม  คาร์ไบด์  เกิดระเบิดขึ้น   สารพิษปริมาณ  45  ตัน  ซึ่งเป็นสารระเหยง่ายฟุ้งกระจายไปทั่วเมืองโบปอล  (Bhopal) ประเทศอินเดีย เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้คนล้มตายทันทีราว  2,500  คน  และกว่าอีก  1,000  คน  เสียชีวิตอีกราวสองสัปดาห์ต่อมา   มีผู้คนได้รับสารพิษถูกนำส่งโรงพยาบาลกว่า  150,000  คน  นับเป็นเหตุการณ์ครั้งร้ายแรงที่สุดในอินเดีย   สารพิษส่วนหนึ่งไหลลงสู่แหล่งน้ำ   ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำและผู้ใช้น้ำด้วย   บริษัทยูเนียมคาร์ไบด์   พยายามเจรจากับรัฐบาลอินเดีย   โดยจ่ายค่าทดแทนให้  60  ล้านดอลล่าร์สหรัฐ   ในทันที  และจะจ่ายให้อีก  180   ล้านดอลล่าร์สหรัฐ  ในช่วงอีก  30  ปีหลังเกิดเหตุการณ์รัฐบาลอินเดียไม่ประนีประนอมด้วย   นำเรื่องขึ้นสู่ศาลทำให้บริษัท  ยูเนียมคาร์ไบด์  ถูกพิพากษาให้จ่ายค่าทดแทนราว  500  ล้านดอลล่าร์สหรั

    เหตุการณ์มลพิษทางน้ำในประเทศ  มลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมที่สำคัญ  ได้แก่

(1)   ปัญหาการปนเปื้อนของสารตะกั่วในล้ำห้วยคลิตี้  อำเภอทองผาภูมิ   จังหวัดกาญจนบุรี   เมื่อ  พ.ศ.  2541   เนื่องจากการพังทลายของทำนบบ่อเก็บกักน้ำล้างแร่  และตะกอนที่ขุ่นข้นจากโรงแต่งแร่ของบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรตส์  (ประเทศไทย)  จำกัด   หลังจากฝนตกหนัก  และบ่อเก็บกักไม่สามารถรับน้ำฝนที่ตกหนักดังกล่าวได้   น้ำในบ่อเก็บกักของโรงงานไหลทลักลงสู่ห้วยคลิตี้   ทำให้ประชาชนในหมู่บ้านห้วยคลิตี้ล่างได้รับความเดือดร้อน   และมีตะกอนดินที่ปนเปื้อนสารตะกั่วสะสมตามลำห้วยเป็นระยะทางประมาณ  18  กิโลเมตร   ชาวกระเหรี่ยงในหมู่บ้านห้วยคลิตี้ล่างได้รับความเดือดร้อนจากการปนเปื้อนจากสารตะกั่วในน้ำกินน้ำใช้   แต่ไม่ทราบจะเรียกร้องสิทธิของตนได้อย่างไร  เหตุการณ์ผ่านไป  2  ปี จน  พ.ศ.  2543  การฟื้นฟูล้ำห้วยคลิตี้ล่างก็ยังไม่มีความก้าวหน้าแต่อย่างไร กระทรวงสาธารณสุขได้ทำการตรวจเลือดชาวบ้านหมู่บ้านลำห้วยคลิตี้ล่าง  เคยพบสารตะกั่วในเลือดมีมากกว่า  40  ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร   กระทรวงสาธารณสุขได้นำยาลดสารตะกั่วในเลือดให้กับชาวบ้าน   แต่ความช่วยเหลือได้หยุดชะงักลง  ผ่านไปถึง  3  ปี  (พ.ศ.  2544)           การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ไม่บังเกิดผล   ปริมาณตะกั่วในเลือดของชาวคลิตี้ล่างยังไม่ลดลง  และมีคนทยอยเจ็บป่วยล้มตายเป็นระยะ   แต่แพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขแจ้งว่ายังไม่ต้องทำการรักษาเนื่องจากมาตรฐานระดับตะกั่วในเลือดคนไทย  กรณีผู้ใหญ่ไม่เกิน  40  ไมโครกรัมต่อเดซิลิตรในสตรีมีครรภ์และเด็ก  ไม่เกิน  25  ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร  หากสูงกว่ามาตรฐานดังกล่าวจึงค่อยพบแพทย์เพื่อทำการรักษา  การตรวจสอบปริมาณตะกั่วโดยกรมทรัพยากรกรณี  เมื่อปี  พ.ศ.  2538  พบว่า  น้ำทิ้งจากปลายท่อบ่อกักเก็บตะกอนก่อนลงล้ำห้วยมีค่าระหว่าง  1.7  –   2.3  มิลลิกรัมต่อลิตร   ขณะที่มาตรฐานน้ำทิ้งของกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดปริมาณปนเปื้อนของสารตะกั่วในน้ำทิ้งต้องไม่เกิน  0.2  มิลลิกรัมต่อลิตรเท่านั้น   ส่วนปริมาณตะกั่วในตะกอนใต้ลำห้วย  ตรวจสอบพบปริมาณตะกั่ว มีค่าตั้งแต่  333 –  32,982  มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ความพยายามผลักดันให้มีการยกเลิกเหมืองแร่เกิดขึ้นเมื่อ  พ.ศ.  2543    รัฐสภานำโดยนายไกรศักดิ์  ชุณหะวัณ  ได้ยื่นหนังสือต่อนายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเรียกร้องให้เพิกถอนและยกเลิกการต่ออายุใบอนุญาตโรงงานแต่งแร่บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์  (ประเทศไทย)  จำกัด   ซึ่งหมดอายุวันที่  3  ตุลาคม  2543  และให้เพิกถอนหรือยกเลิกสัมปทานเหมืองแร่ของบริษัทดังกล่าวด้วย  ซึ่งหมดอายุตั้งแต่ปี พ.ศ.  2539   ปัจจุบันบริษัทดังกล่าวได้เลิกดำเนินกิจการแล้ว และกรมควบคุมมลพิษได้เข้าฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ล่างจนอยู่ในสภาพที่น่าจะปลอดภัยแก่ชาวบ้านเรียบร้อยแล้

(2)ปัญหาแคดเมี่ยมที่แม่ตาปี พ.ศ.  2544 – 2546  ได้ขยายพื้นที่ศึกษาจากช่วงแรกตามลำห้วยแม่ตาว  ในบริเวณตำบลแม่ตาว  ซึ่งเป็นบริเวณลำห้วยจากบริเวณแรกและพบว่า   ปริมาณการปนเปื้อนของแคดเมี่ยมในดินมีค่าสูงถึง  72  เท่าของค่ามาตรฐาน  EU  ขณะที่กว่าร้อยละ  80   ของตัวอย่างข้าว มีค่าของแคดเมี่ยมสูงกว่าค่ามาตรฐานของญี่ปุ่น  และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ  (FAO – Food   and  Agricultural   Organization)

ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ปริมาณสารแคดเมี่ยมตกค้างในสัตว์น้ำ  5 ชนิด  ได้แก่ ปลาสลิด   ปลาแก้มซ้ำ   ปลาหมอไทย  ปลากระดี่หม้อ   และปลาซัคเกอร์ พบว่ามีแคดเมี่ยมอยู่ระหว่าง  0.04  – 0.011   มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม  ซึ่งเป็นค่าต่ำกว่ามาตรฐานซึ่งกำหนดไว้  2.0   มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม  จึงถือว่ายังปลอดภัยต่อการบริโภค

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อทำการตรวจสอบและประเมินการปนเปื้อนในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยแม่ตาวให้เสร็จภายใน 45 วัน  (สิ้นสุดวันที่  5  มีนาคม  2547)  คณะกรรมการฯ ได้เข้าสำรวจพื้นที่และเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมร่วมกับนักวิจัยและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กรมทรัพยากรธรณี  กรมทรัพยากรน้ำบาดาล   กรมประมง   และเกษตรอำเภอแม่สอด  คณะกรรมการเฉพาะกิจได้ประชุมหารือวิเคราะห์ตัวอย่างสิ่งแวดล้อมเมื่อ  27  กุมภาพันธ์  2547  และสรุปเบื้องต้นว่า  พบปริมาณแคดเมี่ยมสูงในตะกอนดินและข้าว  ซึ่งสอดคล้องกับการค้นพบของนักวิจั

นักวิจัยซึ่งประกอบด้วย  ดร.โรเบิร์ต  ซิมมอนส์  จากสถาบันจัดการน้ำนานาชาติและ ดร.พินิจ   พงษ์สกุล จากกรมวิชาการเกษตร สรุปผลการวิจัยว่า น่าจะเกิดจากการที่ฝนตกชะหน้าดินที่อุดมด้วยแร่สังกะสี   และแคดเมี่ยม   ลงสู่ต้นน้ำของห้วยแม่ตาว  ทำให้เกิดการสะสม แคดเมี่ยมและสังกะสีในตะกอนท้องน้ำ   เมื่อปล่อยน้ำเข้าสู่แปลงเกษตร  ทำให้เกิดการแพร่กระจายต่อๆ ไป อย่างไรก็ตาม  ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวว่าสารแคดเมียมมาจากเหมืองสังกะสีอยู่ในบริเวณที่พบการปนเปื้อน

กรมควบคุมโรคโดยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแม่สอดทำการเก็บตัวอย่างเลือดและปัสสาวะของประชาชนในพื้นที่ตำบลแม่ตาวเพื่อทำการตรวจเบื้องต้น  ผลการวิเคราะห์พบว่า    มีค่าเฉลี่ยแคดเมี่ยมในเลือด 1.06  ไมโครกรัมต่อลิตร (ค่าปกติขององค์การอนามัยโลกเท่ากับ  5)  และในปัสสาวะ  3.13  ไมโครกรัมต่อลิตร  (ค่าปกติขององค์การอนามัยโลกเท่ากับ  2)  จึงสรุปได้ว่า  มีการสะสมแคดเมี่ยมในร่างกายมากกว่าประชาชนทั่วไป   แต่ยังไม่ถึงขั้นอันตรายร้ายแรง  (ค่าผิดปกติเท่ากับ  10  ในปัสสาวะ)

กรมทรัพยากรธรณี  สันนิษฐานว่า  การปนเปื้อนของสารแคดเมี่ยมที่แม่ตาว  เกิดขึ้นจากกระบวนการธรรมชาติ   เพราะตรวจพบว่าบริเวณห้วยแม่กุ ซึ่งไม่ได้ไหลผ่านเขตเหมืองแร่ แต่พบตะกอนมีสารแคดเมี่ยมในปริมาณที่สูงด้วยเช่นกัน  จึงเชื่อว่า  การปนเปื้อนของ แคดเมี่ยมมาจากการผุพังและชะล้างหน้าดินและแหล่งแร่ที่มีอยู่ในพื้นที่เนื่องจากฝนตกและอื่น ๆ   เป็นต้

การจัดการปัญหาแคดเมี่ยมปนเปื้อนที่ตำบลแม่ตาว  ทำโดยจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากการไม่สามารถปลูกข้าวได้  (ไร่ละ  4,220  บาท / ปี)   โดยเงินงบประมาณของภาครัฐน่าจะไม่เพียงพอ   ควรเพิ่มค่าชดเชยให้ชาวนาเพิ่มขึ้นเป็นไร่ละ  10,000  บาทต่อปี  นอกจากนี้ควรเร่งส่งเสริมการประกอบอาชีพอื่นที่ไม่เกี่ยวกับพืชอาหารให้ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดและดำเนินการอย่างครบวงจรจนถึงการตลาด   และจัดฝึกอบรมทักษะอาชีพใหม่ ๆ  ให้ชาวบ้าน  ส่วนทางด้านกฎหมายควรปรับปรุงมาตรา  96  ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.  2535 ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น   ควรมีกฎหมายว่าด้วยกองทุนพัฒนาอาชีพหมู่บ้านหรือตำบล   หรือกองทุนประกันความเสี่ยงด้านสุขภาพ   เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบสิ่งแวดล้อมและน่าจะได้รับผลประโยชน์ชดเชยตามความเหมาะส

                              (3)  น้ำเน่าเสียในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดอ่างทอง

ในปี  พ.ศ.  2550  ได้เกิดน้ำเน่าเสียครั้งใหญ่ในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ  อำเภอป่าโมก  จังหวัดอ่างทองถึงอำเภอบางบาล  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เป็นเหตุให้ปลาในกระชังกว่า  200  กระชัง  รวมทั้งสัตว์น้ำในธรรมชาติลอยตายจำนวนมาก  ในเบื้องต้นชาวบ้านและกรมเจ้าท่าคาดว่า  โรงงานผงชูรสเป็นต้นเหตุ  กรมเจ้าท่าแจ้งเอาผิดกับโรงงานผงชูร  ผลกระทบจากน้ำเน่าเสียในแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งนั้น  ไม่เพียงเกษตรกรสูญเสียด้านเศรษฐกิจเท่านั้น  แต่ส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย   เนื่องจากปลายปี พ.ศ.  2549  พื้นที่อ่างทองและอยุธยา    โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลชะที   ตำบลบ้านกุ่ม  และตำบลบางหลวง   น้ำท่วมนานกว่า  2  เดือน  และต้องประสบปัญหาน้ำเน่าเสียอีกเมื่อต้นปี  พ.ศ. 2550  สาธารณสุขจังหวัดได้ส่งทีมจิตแพทย์ลงพื้นที่เยียวยาจิตใจชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายครั้งนั้น  เนื่องจากหลายคนประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง  ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิ

สำหรับความช่วยเหลือแก่เจ้าของกระชังปลาทางกฎหมายตามที่รัฐบาลกำหนดไว้  หากเกิดภัยพิบัติตามธรรมชาติ  รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น  275 บาทต่อตารางเมตร และกรมประมงจะช่วยเหลือผลิตพันธุ์ปลาเพิ่มขึ้ ทั้งนี้รัฐบาลได้ประกาศให้ป่าโมกเป็นเขตภัยพิบัติเมื่อ  12  มีนาคม  2550  ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า   ภัยพิบัติที่ป่าโมกครั้งนั้นจะถือว่าเป็นภัยพิบัติตามธรรมชาติหรือไม่   ถ้าไม่ รัฐบาลไม่สามารถจ่ายเงินช่วยเหลือดังกล่าวได้   เกษตรคงได้รับความช่วยเหลือด้านพันธุ์ปลาเท่านั้น

ฝ่ายราชการอื่นนอกจากกรมเจ้าท่า   มุ่งประเด็นสาเหตุน้ำเน่าเสียครั้งนั้นไปที่เรือบรรทุกน้ำตาลเป็นเบื้องต้น   ส่วนสาเหตุอื่นต้องค้นหาความจริงต่อไป  ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทองได้เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าประชุมเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้น้ำเน่าเสีย  โดยประสานกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมประมง  ผลการดำเนินการร่วมกันได้ตั้งประเด็นสาเหตุไว้  4  ประกา    ได้แก่

1. น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นฤดูแล้งน้ำมีจำนวนน้อย และอากาศในน้ำคงไม่พอเพียง

2. เกิดจากฝนตก ชะล้างเอามลพิษจากพื้นที่เกษตรกรรมหรือจากโรงงานอุตสาหกรรมลงแม่น้ำ

3.  เกิดโรคระบาดในน้ำ

4.  เกิดจากเรือบรรทุกน้ำตาล  รั่วและจมลงเมื่อวันที่  3  มีนาคม  2550

จากประเด็นทั้ง 4 ประการดังกล่าว ทำให้โรงงานผงชูรสไม่เป็นประเด็นสาเหตุแต่อย่างใด

                              (4)  การปนเปื้อนสารหนู  อำเภอร่อนพิบูลย์  จังหวัดนครศรีธรรมราช

ภาคใต้ของประเทศไทยเคยอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ดีบุก   ราวครึ่งศตวรรษที่แล้วการขุดแร่และถลุงแร่ดีบุกเป็นกิจกรรมที่แพร่หลายมาก   ปัจจุบันกิจกรรมดังกล่าวหายไปพร้อมทรัพยากรแร่ที่อุดมสมบูรณ์  แม้กิจกรรมขุดและถลุงดีบุกจะไม่มีแล้ว   แต่ปัญหาที่ยังคงอยู่เป็นปัญหาตกค้างของโลหะหนักในกากแร่ที่ทิ้งทั่วไป   เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีระบบกำจัดที่ถูกหลักวิชาการเศษเพื่อนแร่ของดีบุกที่สำคัญได้แก่  สารหนูจึงแพร่กระจายทั่วไปในสิ่งแวดล้อม

ในประเทศไทยพื้นที่ซึ่งมีการปนเปื้อนสารหนูจนถึงขั้นเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมได้แก่   พื้นที่อำเภอร่อนพิบูล  จังหวัดนครศรีธรรมราช   สารหนูที่เกิดจากกิจกรรมของบรรพบุรุษได้ส่งผลกระทบต่อคนรุ่นลูกหลาน สารหนูจากเศษเพื่อนแร่ที่ทิ้งทั่วไปบนพื้นราบและบนภูเขาถูกน้ำฝนชะไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ  การบริโภคน้ำที่มีสารหนูปนเปื้อนเข้าไปสะสมในร่างกายในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอาจก่อโรคที่เรียกว่า  โรคไข้ดำ   คนท้องถิ่นเรียกจากอาการที่ปรากฏคือ  ผิวหนังจะหมองคล้ำเป็นผิวดำ  โดยชาวบ้านทั่วไปไม่ทราบว่าเป็นผลกระทบจากการแพ้พิษสารหนู  (Arsenic   Poisoning)

การศึกษาขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น  (JICA-Japan International Cooperation Agency) ระหว่างปี  พ.ศ.  2541 – 2543  โดยการวิเคราะห์ตัวอย่างดินและน้ำ  ผลการศึกษาพบว่

1. ปริมาณสารหนูในดินมีมากขึ้นตามระดับความลึกของดินตั้งแต่ผิวดินถึงระดับ 200 ซม.

2. ปริมาณสารหนูในน้ำใต้ดินบริเวณที่ราบเขาสรวงจันทร์มีค่าระหว่าง 0.03 – 11.79  มิลลิกรัมต่อลิตร

3.  ปริมาณสารหนูในตัวอย่างดินบริเวณชุมชนตลาดร่อนพิบูล  ระดับความลึก 200  ซม.  มีค่าระหว่าง  24.86 – 197.43  มิลลิกรัมต่อลิตร

4. คุณภาพน้ำผิวดินบริเวณชุมชนตลาดร่อนพิบูล มีค่าระหว่าง  0.03 – 9.2  มิลลิกรัมต่อลิตร

กรณีสารหนูที่ร่อนพิบูล แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมขุดและถลุงดีบุกในภาคใต้ของคนรุ่นบรรพบุรุษเป็นลักษณะการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน   ทรัพยากรดีบุกหมดไปจากประเทศไทย  ลูกหลานมิได้มีโอกาสได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าว  แต่กลับได้รับอันตรายจากพิษภัยของสารหนู  และน่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจคนรุ่นปัจจุบันให้ตระหนักถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพมากขึ้น

2.2 การจัดการเชิงรับขาดประสิทธิภาพ      การจัดการน้ำเสียอุตสาหกรรมแต่เดิมจนปัจจุบัน ยังเป็นแบบควบคุมและสั่งการ (Command & Control) เป็นการจัดการโดยอาศัยกฎหมายและมาตรฐานคุณภาพน้ำเป็นหลัก เป็นการตามแก้ปัญหาที่ปลายท่อ (End of pipe resolution) ซึ่งไม่ได้ผลดี เนื่องจากการบำบัดน้ำเสียต้องมีค่าใช้จ่ายสูง และน้ำที่บำบัดแล้วจนมีคุณภาพตามมาตรฐานที่ทางราชการกำหนดไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่คุ้มค่ากับการลงทุน บางรายไม่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำทิ้งของตนได้ต้องระบายทิ้งลงสู่ทางน้ำสาธารณะเสมือนตำพริกละลายแม่น้ำ สิ้นเปลืองมากโดยไร้ประโยชน์ จึงไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงงานที่มีน้ำเสีย

2.3 ขาดการประสานงานของผู้บังคับใช้กฎหมายและมาตรฐานน้ำเสีย องค์กรที่ใช้มาตรฐานคุณภาพน้ำเป็นเครื่องมือในการควบคุมน้ำเสียอุตสาหกรรมมีหลายองค์กร ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ รวมทั้งการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยสองกรมแรกอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ส่วนการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรในกระทรวงอุตสาหกรรมเช่นกัน มีอำนาจหน้าที่ดูแลโรงงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522  นอกจากองค์กรที่กล่าวแล้ว กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานเช่นกัน โดยกรมควบคุมมลพิษ ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และกรมเจ้าท่าใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลายหน่วยงานบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งอุตสาหกรรม แต่มาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งดังกล่าวของทุกหน่วยงานคล้ายกันมาก แต่ปัญหาสำคัญหน่วยงานต่างๆขาดการประสานการบังคับใช้กฎหมายและมาตรฐาน

2.4  เทคโนโลยีบำบัดน้ำเสีย  การบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรมมีมากมายหลายวิธี  แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ  ได้  3 กลุ่ม  ได้แก่  การบำบัดน้ำเสียด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ   การบำบัดน้ำเสียด้วยเทคโนโลยีเคมี    และการบำบัดน้ำเสียด้วยเทคโนโลยีอื่น ๆ  ในปัจจุบันเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียก้าวหน้ามาก ผู้ประกอบการสามารถเลือกระบบที่เหมาะสมกับประเภทและขนาดสำหรับกิจการของตนได้ อย่างไรก็ตามทุกระบบมีค่าใช้จ่ายไม่มากก็น้อยทั้งทุนในการติดตั้งอุปกรณ์และทุนในการเดินระบบ

2.5 เทคโนโลยีสะอาด  สำนักเทคโนโลยีน้ำอุสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีน้ำในอุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยีการประหยัดน้ำในกระบวนการผลิต และการรีไซเคิลน้ำไปใช้ประโยชน์ เป็นต้น แต่การดำเนินงานมีข้อจำกัดด้านกำลังเจ้าหน้าที่และงบประมาณ ส่งผลให้การเผยแพร่ข้อมูลไปสู่อุตสาหกรรมทั่วประเทศมีข้อจำกัดไปด้วย

2.6 การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์  กระทรวงอุตสาหกรรม ได้พยายามให้มีการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการลดการผลิตน้ำเสียจากโรงงานมานานหลายปี แต่ร่างพระราชบัญญัติในเรื่องดังกล่าวประสบปัญหาต่างๆ จนไม่สามารถออกมาเป็นกฎหมายได้จนถึงวันนี้

2.7 น้ำเสียส่วนใหญ่เป็นน้ำหล่อเย็น ภาคอุตสาหกรรมใช้น้ำส่วนใหญ่เป็นน้ำเพื่อการหล่อเย็นประมาณร้อยละ 90 และใช้ในการอุปโภคบริโภครวมทั้งใช้ล้างพื้นและอุปกรณ์การผลิตประมาณร้อยละ 8 ส่วนอีกราวร้อยละ2 ระเหยไปโดยธรรมชาติ

2.8 โรงงานมีหลากหลายประเภท/กิจกรรมทำให้เกิดความแตกต่างในการจัดการน้ำใช้และน้ำเสีย  โรงงานแต่ละประเภท/กิจกรรมมีความต้องการใช้น้ำในแต่ละวันแตกต่างกัน แม้โรงงานประเภทเดียวกันอาจต้องการใช้น้ำแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นขนาดของกิจการและลักษณะการใช้น้ำของแต่ละราย เป็นต้น นอกจากนี้ ลักษณะการใช้น้ำของแต่ละโรงงานยังส่งผลให้คุณภาพของน้ำเสียจากโรงงานประเภทต่างๆแตกต่างกันด้ว

2.9บุคลากรด้านน้ำเสียประจำโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดให้โรงงานบางประเภท ได้แก่ 1)โรงงานที่มีน้ำเสียปนเปื้อนสารอินทรีย์ที่มีน้ำเสียตั้งแต่ 500 คิวบิกเมตรต่อวัน ยกเว้นน้ำหล่อเย็น หรือมีปริมาณความสกปรกก่อนเข้าระบบบำบัดตั้งแต่ 100 กิโลกรัมต่อวันขึ้นไป  2) โรงงานที่ใช้สารหรือสารประกอบโลหะหนัก และ3) โรงงานที่ก่อมลพิษสูง ต้องจัดให้มีผู้ปฏิบัติงานประจำระบบบำบัดน้ำเสีย และผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงอุตสาหกรร

2.10  โรงงานที่มีน้ำเสียจำนวนมากมีใบรับรองมาตรฐาน ISO14001 ส่งผลต่อการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และได้รับสิทธิพิเศษจากกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น ยกเว้นการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม และยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมรายปี นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิพิเศษการให้กู้ยืมเงินในส่วนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมด้วย เช่นพิจารณาให้เงินกู้เป็นลำดับแรกและให้ระยะเวลาปลอดเงินต้นสูงสุดของวงเงินที่ขอ เป็นต้น

2.11 นิคมอุตสาหกรรมบางแห่งจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางดำเนินงานโดยภาคเอกชน  สอดคล้องกับหมวดว่าด้วยการควบคุมมลพิษประเภทน้ำเสีย ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้เจ้าของแหล่งกำเนิดน้ำเสียที่ไม่มีระบบบำบัดของตนเองต้องส่งน้ำเสียไปบำบัดที่ระบบบำบัดน้ำเสียรวมพร้อมจ่ายค่าบริการ น้ำเสียที่ได้รับการบำบัดโดยระบบบำบัดน้ำเสียรวมของผู้รับจ้างที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการจะต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานของทางราชการก่อนระบายออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ

 

3. ข้อพิจารณา

3.1 การจัดการน้ำเสียอุตสาหกรรมโดยมาตรการเชิงรับที่ผ่านมายังขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ยังมีการลักลอบระบายน้ำเสียออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะอย่างไร้จิตสำนึก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง การกระทำผิดกฎหมายอย่างไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมยังมีปรากฏอยู่เนืองๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมไทยค่อนข้างติดลบ จนมีการกล่าวกันเสมอว่า อุตสาหกรรมไปที่ไหนสิ่งแวดล้อมพังที่นั่น เมื่อปรากฏเหตุการณ์น้ำเสียขึ้นในแหล่งน้ำสาธารณะต่างๆ โรงงานมักถูกเพ่งเล็งเสมอ ทำให้ผู้ประกอบการโรงงานที่มีน้ำเสียจากกระบวนการผลิตต้องรับภาระในการบำบัดน้ำเสีย แม้จะด้วยความไม่เต็มใจก็ตาม

การส่งน้ำเสียไปบำบัดยังระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง ต้องมีค่าใช้จ่ายในการบำบัด หากสามารถลักลอบระบายออกสู่แหล่งน้ำสาธารณได้โดยไม่ถูกลงโทษตามกฎหมายก็จะประหยัดค่าใช้จ่าย นั่นหมายถึงลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไร จึงมีผู้เสี่ยงกระทำผิดมากมาย แม้โรงงานมีระบบบำบัดน้ำเสียอยู่แล้วบางรายยังงดเดินระบบเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำบัดซึ่งต้องใช้ไฟฟ้า สารเคมีและบุคลากรในการควบคุมระบบ ลักลอบระบายน้ำเสียลงแหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่ผ่านระบบบำบัดแต่อย่างใด

3.2  เศรษฐศาสตร์การลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อใดก็ตามที่ผู้ประกอบการโรงงานเห็นว่าการลงทุนบำบัดน้ำเสียจะได้ประโยชน์ในการอนุรักษ์พร้อมกับได้ผลประโยชน์ตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจด้วยในระดับที่คุ้มทุนหรือกำไรแม้จะไม่มาก ความร่วมมือในการบำบัดน้ำเสียก็จะดีขึ้น ดังนั้นการให้โรงงานต้องจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสีย ต้องแสดงให้ผู้ประกอบการเห็นผลประโยชน์ในการลงทุนด้วย         การสั่งการโดยอาศัยอำนาจทางกฎหมายอย่างในอดีตที่ผ่านมาเป็นเหตุให้โรงงานพากันหลีกเลี่ยงไม่เดินระบบบำบัดน้ำเสีย

3.3 ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่มีศักยภาพในการจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียของตนเองได้ และเป็นโรงงานขนาดเล็ก เหมาะแก่การนำน้ำเสียไปบำบัดที่ระบบบำบัดกลางโดยจ่ายค่าบริการ บางรายต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายได้ลักลอบทิ้งน้ำเสียเช่นเดียวกับโรงงานขนาดใหญ่ อาจด้วยเห็นว่าการลงทุนบำบัดน้ำเสียเป็นการลงทุนที่ไร้ผลตอบแทนทางธุรกิจก็ได้

3.4 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในยุคที่มีการแข่งขันสูงมากและภาวการณ์ตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลกระทบต่อการลงทุนบำบัดน้ำเสีย ทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการสามารถเอาตัวรอดได้คือการลดต้นทุนให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ดังนั้นการลงทุนบำบัดน้ำเสียที่ไม่ให้ผลตอบแทนทางธุรกิจจึงมักงดการเดินระบบ เป็นการผลักภาระเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือต้นทุนภายนอก(external cost)ให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับแสดงถึงความไม่รับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการอย่างร้ายแรง

3.5 แม่น้ำบางสายเกิดสภาวะมลพิษทางน้ำ เนื่องจากมีทั้งชุมชนและโรงงานตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำจำนวนมาก แต่มีโรงงานเพียงไม่กี่รายที่มีความสำคัญในการทำให้น้ำเน่าเสีย การจัดการที่ดี น่าจะควบคุมโรงงานไม่กี่รายเท่านั้น โดยไม่ต้องทุ่มเททรัพยากรในการควบคุมโรงงานทั้งหมดทุกรายที่ตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำนั้น เป็นการสิ้นเปลื้องค่าใช้จ่ายและกำลังเจ้าหน้าที่โดยไม่คุ้มค่า การบริหารจัดการที่ดีมีความสำคัญ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรงงาน การขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโรงงาน การขาดความจริงใจของผู้ประกอบกิจการโรงงาน และการขาดการประสานงานที่ดีระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง นับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแก้ปัญหาน้ำเสียอุตสาหกรรมประการหนึ่ง

3.6 การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากที่ผ่านมาโรงงานส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า น้ำเป็นทรัพยากรหาง่าย ราคาถูก จึงทำให้มีการใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือยทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน มาตรการเพิ่มอัตราค่าน้ำในภาคอุตสาหกรรมให้จูงใจในการประหยัดน้ำ อาจเป็นมาตรการที่ดี แต่ทั้งนี้ต้องให้สอดคล้องกับมาตรการเรียกเก็บค่าบำบัดน้ำเสียจากโรงงานด้วย การเรียกเก็บค่าน้ำเสียโดยคิดปริมาณน้ำเสียเท่ากับปริมาณน้ำใช้ ค่อนข้างจะเป็นวิธีการที่ไม่สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การจัดการระบบน้ำในโรงงานที่ดี ควรมีการแยกท่อน้ำเสีย น้ำเสียที่มีความสกปรกน้อยควรแยกออกเพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์ เช่น รดน้ำต้นไม้ ล้างรถ หรือพื้นโรงงาน ใช้ในห้องน้ำเพื่อการชักโครก หรือ อื่นๆ ไม่ปล่อยร่วมเข้าระบบบำบัดน้ำเสียทั้งหมด ทำให้น้ำเสียที่ต้องบำบัดจริงมีปริมาณน้อยลง ระบบบำบัดสามารถออกแบบให้มีขนาดเล็กลงเปลืองพื้นที่น้อยลง และประหยัดเงินมากขึ้น การเรียกเก็บค่าน้ำเสียควรเรียกเก็บตามปริมาณของเสียที่ส่งเข้าระบบบำบัดจริงเท่านั้น

 

 

 

 

4. สรุป

4.1 แหล่งน้ำหลายแห่งประสบภาวะเน่าเสียจนใช้อุปโภคบริโภคไม่ได้ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค ต้องซื้อน้ำสะอาดสำหรับดื่ม เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมนับว่ามีส่วนก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ำด้วยจะจริงเท็จอย่างไรจำเป็นต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เนื่องจากบางครั้งปรากฏการณ์น้ำเน่าเสียอาจเกิดจากแหล่งมลพิษทางน้ำอื่นที่มิใช่โรงงานอุตสาหกรรม

4.2 ผู้ประกอบการโรงงานส่วนหนึ่งยังขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เห็นแก่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขาดจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ลักลอบระบายน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย โยนภาระเรื่องต้นทุนสิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชนอย่างเอารัดเอาเปรียบ

4.3 การใช้มาตรการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบควบคุมและสั่งการในสังคมไทยด้อยประสิทธิภาพมาก อันเนื่องมาจากภาครัฐไม่สามารถตามทันภาคเอกชนได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีการผลิต รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาต่างๆในด้านอุตสาหกรรม และที่สำคัญอำนาจและเงินมีความสำคัญมากกว่าคุณธรรมและจริยธรรม วัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปทำให้การทุจริตคอรัปชั่นกลายเป็นสิ่งที่คนไทยยอมรับได้ กฎหมายจึงไม่ค่อยประสบผลสัมฤทธิ์ในการบังคับใช้

4.5 การส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำเสียเชิงรุกตามหลักการป้องกันไว้ก่อนยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร การใช้เทคโนโลยีสะอาดเพื่อประหยัดทรัพยากรน้ำและลดมลพิษยังจำกัดอยู่ในเฉพาะอุตสาหกรรมบางประเภทเท่านั้น ยังมีปัญหาการถ่ายทอดและเผยแพร่เทคโนโลยีสะอาดอย่างไม่ทั่วถึง ธนาคารหลายแห่งซึ่งเป็นแหล่งทุนอุตสาหกรรมรวมทั้งโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม   ยังมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสะอาดไม่มากนัก จึงไม่ได้นำประเด็นเทคโนโลยีสะอาดใช้ประกอบการอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม

5.เสนอแนะ

5.1 การใช้ประโยชน์จากน้ำเสียของโรงงานน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่จูงใจให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานให้ความร่วมมือในการมีและใช้ระบบบำบัดน้ำเสียเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของไทย การทุ่มทุนในการวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากน้ำเสียน่าจะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ที่ผ่านมามีโรงงานหลายรายที่พอใจกับการใช้ประโยชน์จากน้ำเสียของตน นอกจากนำน้ำเสียบำบัดแล้วไปรดต้นไม้ ใช้ล้างโรงงาน แล้วยังนำน้ำเสียโรงงานให้เป็นประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีก เช่น

(1)     นำน้ำเสียจากโรงงานแป้งมัน ไปผลิตก๊าซชีวภาพ และเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทอง

(2)     โรงงานผลิตเยื่อกระดาษจากชานอ้อย นำตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียตากแห้งใช้เป็นเชื้อเพลิงหม้อไอน้ำ

(3)     โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกจากพลาสติกเก่า นำตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียไปผสมผักตบชวาผลิตก๊าซชีวภาพ สำหรับหุงต้ม

(4)     โรงงานสุรานำตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียที่มีโปแตสเซี่ยมสูง ไปผสมทำปุ๋ย และ

นำกากส่าผสมเศษวัชพืชทำปุ๋ยหมัก

(5)โรงงานผลิตยางนำน้ำทิ้งไปปรับค่ากรด – ด่าง แล้วนำไปผสมอาหารเหลวใช้เพาะเลี้ยงสาหร่าย

สีน้ำเงินแกมเขียวหลายเซลล์

(6)โรงงานฟอกหนัง สกัดแร่โครเมี่ยมจากตะกอนน้ำทิ้ง

(7) โรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม นำตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียไปผลิตก๊าซชีวภาพ

(8)โรงงานชุบสังกะสี นำน้ำเสียที่มีแร่สังกะสีไปผลิตสารเคมีซิงค์ซัลเฟต

(9)โรงงานเฟอร์นิเจอร์ แยกเม็ดสีจากน้ำทิ้งห้องพ่นสี แล้วนำน้ำกลับไปใช้ใหม่

(10) โรงงานนมและนมกระป๋องนำตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียที่มีโปรตีนสูงผสมอาหารสัตว์

5.2 ระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานบางประเภท น่าจะใช้ระบบบำบัดที่ประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้าและสารเคมี เช่น ระบบบำบัดแบบธรรมชาติตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำเสียไม่มากนักและมลพิษในน้ำเสียส่วนใหญ่เป็นสารอินทรีย์ย่อยสลายได้

5.3 รัฐควรสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียเพิ่มขึ้น นอกจากเป็นการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียจากต่างประเทศและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้วยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย

5.4 ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการและลูกจ้างมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นตามหลักการจูงใจ (Carrot Principle) เช่น ส่งเสริมการเข้าสู่ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO14001) และปฏิบัติตามแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม (ISO 26000)

5.5 ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมแบบไตรภาคีระหว่าง ชุมชน โรงงาน และภาครัฐ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถอยู่ร่วมกับโรงงานได้อย่างสันติ โดยให้มีอาสาสมัครประชาชนเพื่อเป็นหูตาแทนภาครัฐในการเฝ้าระวังมลพิษ รวมทั้งการสร้างชุมชนสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชาวบ้านและโรงงาน เน้นการสร้างเสริมทัศนคติที่ดีของชาวบ้านให้คิดว่าโรงงานช่วยสร้างความเจริญและกินดีอยู่ดีให้ท้องถิ่นและเน้นการสร้างเสริมทัศนคติที่ดีของโรงงานให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมยิ่งขึ้นรวมทั้งการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้การตั้งโรงงานเป็นความยินดีต้อนรับจากชาวบ้าน

5.6 ควรเผยแพร่ผลการดำเนินการด้านการจัดการน้ำเสียของโรงงานให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกโรงงานได้ทราบพร้อมกับรายงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอื่นๆในรายงานประจำปีหรือรายงานประจำแต่ละไตรมาสของบริษัท อันเป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้นและแหล่งเงินทุนต่างๆ รวมทั้งพนักงานและชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงโรงงาน

เอกสารอ้างอิง

1 Scottish  Environment  Protection  Agency.  2007.  Water  Pollution  Incidents(www.sepa.org.uk – 31/3/2007).                                     

2 ขวัญฤดี  โชติชนาทวีวงศ์ และวรณัฐ   การิกาญจน. 2545.  “สถานการณ์มลพิษน้ำ”  ในตำรา  ระบบบำบัดมลพิษน้ำ.  กรุงเทพฯ : กรมโรงงานอุตสาหกรรม.

3 Buchholz, R.A. 1998. Principles  of  Environmental  Management.  2nd ed. Prentice – Hall. New  Jersey.

4 ณาตยา  แววีรคุปต์. 2543. หมู่บ้านสารตะกั่วคลิตี้ล่าง.  (www.thaingo.org – 11/3/2008).

5 ศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา  กระทรวงสาธารณสุข.  2551. บันทึกการเกิดเหตุการณ์การปนเปื้อนของ            สารแคดเมี่ยม  อำเภอแม่สอด  จังหวัดตาก.  (www.webdb.moph.go.th – 8/2/2551).

6 บริษัทหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. 2547. “แกะรอย……แคดเมี่ยมที่แม่ตาว”.   หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน.  ฉบับวันที่  6  มีนาคม  2547  หน้า  1 – 3.

7 ศรีสุวรรณ  จรรยา. 2549.  การปนเปื้อนแคดเมี่ยมที่แม่ตาว  : มุมมองทางออกของกฎหมาย(www.thaingo.org – 2/2/2549).

8 สำนักสารนิเทศ. กระทรวงสาธารณสุข. 2550.  ปัญหาแม่น้ำเจ้าพระยาเน่าเสีย.  (www.moph.go.th – 19/3/2550).

9 บริษัทหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรายวัน. 2550. ชัวร์ปมแม่น้ำเจ้าพระยาเน่าเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม(www.thairate.com – 14/3/2550).

10 สุชาติ  ศุภประเสริฐ. 2551.  ฤทธิ์เดชของปรากฎการณ์ทางธรรมชาติอุปราคาในห้วงเดือน  มีนาคม  2550  สำคัญไฉน.  (www.Duang  Prakasit – 3/4/2551).

11 Wikipedia   Encyclopedia.  2007.  Water  Pollution.  (http ://en.wikipedia.org – 7/4/2007).

12 ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์. 2545.” มลพิษและผลกระทบ”. ตำราระบบบำบัดมลพิษน้ำ.

กรุงเทพฯ.   กรมโรงงานอุตสาหกรรม

13 กรมโรงงานอุตสาหกรรม. 2548.  ตำราระบบบำบัดมลพิษน้ำ.  กรุงเทพฯ : กระทรวงอุตสาหกรรม.

14 ปราณี   พันธุมสินชัย และคณะ. 2545. “การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม”  ตำราระบบบำบัดมลพิษน้ำ.  กรุงเทพฯ  : กรมโรงงานอุตสาหกรรม.

                                                    —————————————————

 

 

Posted in Uncategorized | Leave a comment

การละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชน : การค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชน

การละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชน :
การค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชน
1.ปัญหา
เด็กและเยาวชนเป็นอนาคตของชาติ เป็นทรัพยากรมนุษย์อันมีค่าในการพัฒนาประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต แต่ในทางกฎหมายนั้น เด็กและเยาวชนเป็นบุคคลที่กฎหมายได้ให้การรับรองในสิทธิเช่นเดียวกับบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะเช่นกัน แม้ว่าจะมีความบกพร่องในการใช้ความสามารถทางนิติกรรมบางประการก็ตาม เด็กและเยาวชนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น ให้ผู้ใหญ่ได้รับฟัง มีสิทธิเสรีภาพที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆหรือทำอะไรก็ตามภายใต้กรอบของกฎหมายซึ่งให้สิทธิและคุ้มครองสิทธิของบุคคล อีกทั้งยังจำกัดขอบเขตการใช้สิทธิไว้ด้วย
ในโลกปัจจุบันปัญหาการละเมิดสิทธิพบเห็นได้ทั่วไปราวกับเป็นเรื่องปกติ มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน อย่างเช่นผู้ที่มีกำลังมากกว่าใช้กำลังข่มเหงผู้มีกำลังน้อยกว่า การบังคับขู่เข็ญโดยที่ผู้ถูกกระทำไม่ได้ยินยอม และการละเมิดต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การกระทำเหล่านั้นหากไม่มีกฎหมายเข้ามาควบคุม สังคมก็ไม่ต่างอะไรไปจากป่าที่ตัวที่แข็งแรงจึงจะอยู่รอด ในสังคมปัจจุบันมีกฎหมายคุ้มครองป้องกันให้ผู้อ่อนแอสามารถอยู่รอดร่วมสังคมกับผู้ที่แข็งแรงกว่าได้อย่างสันติ ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
เด็กและเยาวชน” เป็นกลุ่มหนึ่งในผู้ถูกกระทำในฐานะผู้อ่อนแอในสังคม ด้วยเหตุที่ยังไม่รู้สำนึกเพียงพอ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถูกทำให้กลัว หรือถูกบังคับให้กระทำด้วยความจำเป็น จึงทำให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อของภัยร้ายได้ง่าย เนื่องจากมีผู้ต้องการแสวงหาประโยชน์จากเด็กและเยาวชนมากขึ้นและใช้ข้อบกพร่องของเด็กและเยาวชนในการละเมิดสิทธิของพวกเขา จากปัญหาดังกล่าวจะเห็นได้จากปัญหาการค้าแรงงานเด็ก ปัญหาการค้ามนุษย์ และปัญหาโสเภณีเด็ก ซึ่งเป็นการริดรอนสิทธิเในตัวของเด็กและเยาวชนที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย เพื่อความเป็นธรรมในสังคมเด็กและเยาวชนที่ถูกกระทำต้องได้รับการเยียวยาความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิด้วย
แต่ประเด็นคำถามที่น่าสนใจคือ กฎหมายสามารถคุ้มครอง เด็กและเยาวชนผู้ถูกละเมิดได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ท้าทายให้ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้
2. ข้อเท็จจริง
กฎหมายที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในประเทศไทยนั้นมีอยู่หลายฉบับ โดยทุกฉบับมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนโดยมีกฎหมายดังต่อไปนี้
2.1 กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
ในกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศปรากฏมาตราเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนได้แก่มาตรา40(6)และมาตรา 52 โดยแต่ละมาตรามีสาระสรุปดังนี้
มาตรา 40 (6) บัญญัติไว้ว่า เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ บุคคลทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ได้รับการคุ้มครองในกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเหมาะสมและได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ
มาตรา 52 บัญญัติไว้ว่า เด็กและเยาวชนมีสิทธิในการอยู่รอดและได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจและสติปัญญา ตามศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ เด็กและเยาวชนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองจากรัฐให้ปราศจากการใช้ความรุนแรง และการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม ทั้งมีสิทธิได้รับการบำบัดฟื้นฟูในกรณีที่มีเหตุดังกล่าว การแทรกแซงและการจำกัดสิทธิของเด็กและเยาวชนจะกระทำมิได้เว้นแต่กฎหมายจะได้กำหนดเฉพาะเพื่อสงวนและรักษาไว้ซึ่งสถานะหรือประโยชน์สูงสุดของเด็กและเยาวชนนั้น
สรุปแล้วการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลจะกระทำไม่ได้เว้นแต่จะมีกฎหมายได้ให้อำนาจไว้ แต่การจำกัดสิทธินั้นต้องเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กและเยาวชนเท่านั้น
2.2 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ได้มีการให้คำนิยามคำว่า “เด็ก”ตามมาตรา 4 ว่า“เด็ก” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส
และมีมาตรการปฏิบัติต่อเด็กที่สำคัญ ในหมวดที่ 2 โดยกำหนดหลักการสำคัญไว้ในมาตรา 22 ดังนี้
มาตรา 22 การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
การกระทำใดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กหรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อเด็ก ให้พิจารณาตามแนวทางที่กำหนดในกฎกระทรวง
จากหลักการดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการจะปฏิบัติต่อเด็กนั้นจะต้องกระทำโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเสมอ ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายกว้างและเป็นบทกฎหมายยุติธรรมซึ่งต้องปรับใช้ในแต่ละกรณี จากการวิเคราะห์ความหมายของคำว่าประโยชน์สูงสุดของเด็กโดยนักวิชาการทางกฎหมายแล้ว ประโยชน์สูงสุดของเด็ก หมายถึง สิทธิต่างๆของเด็กที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ เด็กทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสถานะทางสังคม ที่ทำให้เด็กนั้นมีความสุขในการดำเนินชีวิต และคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็ก รวมถึงพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็กอีกด้วย
มาตรา 23 ได้บัญญัติไว้ว่า ผู้ปกครองมีหน้าที่เลี้ยงดูอุปการะเด็ก ที่อยู่ภายใต้การปกครองของตนตามควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณี โดยไม่ต่ำกว่าที่มาตรฐานของกฎกระทรวงและคุ้มครองมิให้เด็กอยู่ในอันตรายทั้งทางร่างกายและจิตใจ
จากมาตรา 23 จะเห็นได้ว่าผู้ปกครองนั้นมีหน้าที่ต้องดูแลเด็กในความปกครองของตนให้ดี และไม่ควรกระทำดังต่อไปนี้ การทอดทิ้งไว้ตามสถานที่รับเลี้ยงโดยมีเจตนาไม่รับกลับ หรือทิ้งไว้ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม จงใจละเลยไม่ให้สิ่งที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิต สุขภาพอนามัยทำให้เกิดอันตรายแก่จิตใจและร่างกายของเด็ก ปฏิบัติต่อเด็กในลักษณะขัดขวางการเจริญเติบโตหรือเลี้ยงดูด้วยวิธีที่มิชอบ
มาตรา 26 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้
(1) กระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก
(2) จงใจหรือละเลยไม่ให้สิ่งจำเป็นแก่การดำรงชีวิตหรือการรักษาพยาบาลแก่เด็กที่อยู่ในความดูแลของตน
จนน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของเด็ก
(3) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด
(4) โฆษณาทางสื่อมวลชนหรือเผยแพร่ด้วยประการใด เพื่อรับเด็กหรือยกเด็กให้แก่บุคคลอื่น
ที่มิใช่ญาติของเด็ก เว้นแต่เป็นการกระทำของทางราชการหรือได้รับอนุญาตจากทางราชการแล้ว
(5) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือกระทำด้วยประการใดให้เด็กไปเป็นขอทาน เด็กเร่ร่อน
หรือใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการขอทานหรือการกระทำผิด หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหา
ประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก
(6) ใช้ จ้าง หรือวานเด็กให้ทำงานหรือกระทำการอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจมีผลกระทบ
ต่อการเจริญเติบโต หรือขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก
(7) บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กเล่นกีฬาหรือให้กระทำการใด เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้าอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กหรือมีลักษณะเป็นการทารุณกรรมต่อเด็ก
(8) ใช้หรือยินยอมให้เด็กเล่นการพนันไม่ว่าชนิดใดหรือเข้าไปในสถานที่เล่นการพนัน สถานค้าประเวณี
หรือสถานที่ที่ห้ามมิให้เด็กเข้า
(9) บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กแสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะ
ลามกอนาจารไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือเพื่อการใด
(10) จำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก เว้นแต่การปฏิบัติทางการแพทย์
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งมีโทษตามกฎหมายอื่นที่หนักกว่าก็ให้ลงโทษตามกฎหมายนั้น
วิเคราะห์มาตรา 26แล้วจะเห็นได้ว่า กฎหมายได้คุ้มครองสิทธิของเด็กจากการถูกละเมิดสิทธิต่างๆ จึงเป็นมาตราที่สำคัญมาตราหนึ่ง เนื่องจากการคุ้มครองนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กและมีผลเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติอื่นๆ อย่างเช่น พระราชบัญญัติแรงงาน และ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
2.3พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553
มาตรา 4 ได้มีการให้คำนิยามของคำว่าเด็กและเยาวชนแยกจากกัน โดยเด็กหมายความว่า บุคคลที่อายุเกิน 7 ปีแต่ไม่ถึง 14 ปีบริบูรณ์ ส่วนเยาวชนนั้นหมายถึง บุคคลที่มีอายุมากกว่า 14 ปีบริบูรณ์แต่ไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ นอกจากนั้นกฎหมายฉบับนี้ยังให้มีการจัดตั้งสถานพินิจเด็กและเยาวชน และการควบคุมประพฤติรวมทั้งการฝึกอบรมเด็กและเยาวชน เพราะฉะนั้นเด็กที่กระทำความผิดจะถูกส่งไปยังสถานพินิจเพื่อคุมประพฤติ ได้รับการศึกษาและฝึกอาชีพเพื่อให้เมื่อได้ออกจากสถานพินิจแล้วจะได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้
2.4 อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็กโดยไม่เลือกปฏิบัติกับเด็กทุกคนบนโลก ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะสัญชาติ สีผิว เชื้อชาติ ศาสนาใดก็ตามหรือมีสถานะทางสังคม ทรัพย์สินหรือวัฒนธรรมที่แตกต่างย่อมต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียม โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก กล่าวถึงการให้สิทธิแก่เด็กในการมีชีวิต อยู่รอดในสังคม การพัฒนาทางจิตใจและอารมณ์ รวมถึงสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็กที่จะต้องให้ความสำคัญกับความคิดเหล่านั้น
ประเทศไทยในฐานะประเทศภาคีที่ได้ร่วมลงนามและให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าว ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญา โดยได้มีการปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสวัสดิภาพ สิทธิเสรีภาพของเด็กและเยาวชน และที่สำคัญที่สุดก็คือ ประเทศไทยได้จัดให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 เป็นฉบับใหม่พ.ศ. 2553 ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในอนุสัญญามากขึ้น
2.5 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้มีบทบัญญัติคุ้มครองการใช้แรงงานเด็กโดยเฉพาะเนื่องจากเด็กเป็นผู้อ่อนเยาว์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การใช้แรงงานเด็กอาจจะก่อให้เกิดผลร้ายแก่เด็กเพราะเมื่อเด็กทำงานหนักจะทำให้ได้รับการศึกษาที่เหมาะสมแก่วัยได้อย่างไม่เต็มที่ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงมีการกำหนดอายุของเด็กที่สามารถทำงานได้ และกำหนดประเภทงานที่เด็กสามารถทำได้ รวมถึงกำหนดสถานที่ที่ห้ามเด็กทำงาน และการกำหนดการทำงานล่วงเวลา วันลาหยุดพักผ่อนและให้การคุ้มครองเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างแรงงานของเด็ก พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้เห็นความสำคัญของสิทธิเด็กที่กฎหมายจะต้องคุ้มครองดูแล หากปล่อยไว้เด็กจะถูกละเมิดสิทธิโดยการใช้แรงงานอย่างทารุณเยี่ยงทาส ย่อมทำให้เกิดความเสียหายมากมาย จึงมีบทบัญญัติเพื่อปกป้องคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กในมาตรา 44 ถึงมาตรา 52 โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
มาตรา 44 ห้ามมิให้นายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง
มาตรา 45 ในกรณีที่มีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเป็นลูกจ้าง ให้นายจ้างปฏิบัติดังนี้
(1) แจ้งการจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน
(2) จัดทำบันทึกสภาพการจ้างกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเก็บไว้ ณ สถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของนายจ้าง พร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจได้ในเวลาทำการ
(3) แจ้งการสิ้นสุดการจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่เด็กออกจากงาน
การแจ้งหรือการจัดทำบันทึกตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด
มาตรา 46 ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กมีเวลาพักวันหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงติดต่อกันหลังจากที่ลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกินสี่ชั่วโมง แต่ในสี่ชั่วโมงนั้นให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กได้มีเวลาพักตามที่นายจ้างกำหนด
มาตรา 47 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกา ถึงเวลา 06.00 นาฬิกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย
นายจ้างอาจให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีและเป็นผู้แสดงภาพยนตร์ ละครหรือการแสดงอย่างอื่นที่คล้ายคลึงกันทำงานในระหว่างเวลาดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้นได้พักผ่อนตามสมควร
มาตรา 48 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด
มาตรา 49 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(1) งานหลอม เป่า หล่อ หรือรีดโลหะ
(2) งานปั๊มโลหะ
(3) งานเกี่ยวกับความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน เสียง และแสงที่มีระดับแตกต่างจากปกติ อันอาจเป็นอันตรายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(4) งานเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นอันตรายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(5) งานเกี่ยวกับจุลชีวันเป็นพิษซึ่งอาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา หรือเชื้ออื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(6) งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ เว้นแต่งานในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(7) งานขับหรือบังคับรถยกหรือปั้นจั่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(8) งานใช้เลื่อยเดินด้วยพลังไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์
(9) งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ อุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา
(10) งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสีตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(11) งานทำความสะอาดเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ขณะที่เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์กำลังทำงาน
(12) งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่สิบเมตรขึ้นไป
(13) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 50 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานที่ดังต่อไปนี้
(1) โรงฆ่าสัตว์
(2) สถานที่เล่นการพนัน
(3) สถานเต้นรำ รำวง หรือรองเง็ง
(4) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการโดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า หรือโดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอนหรือมีบริการนวดให้แก่ลูกค้า
(5) สถานที่อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 51 ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างของลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กให้แก่บุคคลอื่นห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันเพื่อการใด ๆ จากฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก
ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก บิดามารดาหรือผู้ปกครองของลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กจ่ายหรือรับเงินหรือประโยชน์ตอบแทนใด ๆ เป็นการล่วงหน้าก่อนมีการจ้าง ขณะแรกจ้างหรือก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กในแต่ละคราว มิให้ถือว่าเป็นการจ่ายหรือรับค่าจ้างสำหรับลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้น และห้ามมิให้นายจ้างนำเงินหรือประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวมาหักจากค่าจ้างซึ่งต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กตามกำหนดเวลา
มาตรา 52 เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงานของเด็กให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปี มีสิทธิลาเพื่อเข้าประชุม สัมมนา รับการอบรม รับการฝึกหรือลาเพื่อการอื่น ซึ่งจัดโดยสถานศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่อธิบดีเห็นชอบ โดยให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กแจ้งให้นายจ้างทราบล่วงหน้าถึงเหตุที่ลาโดยชัดแจ้ง พร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ถ้ามี และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ปีหนึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน
2.6 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540
นิยามคำว่า “เด็ก” ตามพระราชบัญญัตินี้หมายถึงบุคคลซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์และพระราชบัญญัตินี้มีหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันสวัสดิภาพและสิทธิของเด็กโดยกำหนดว่าในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็ก ซื้อขาย จำหน่าย รับมา หามาจากหรือส่งไปยังที่ได้รับ หน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงหรือเด็ก หรือจัดให้หญิงหรือเด็กกระทำการหรือยอมรับการกระทำใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อการอนาจาร หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ว่าหญิงหรือเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานและเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ นอกจากนั้นผู้ใดตระเตรียมเพื่อกระทำความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้ดังกล่าวต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมาย นอกจากนี้พนักงานและเจ้าหน้าที่ที่เป็นเพศหญิงมีอำนาจที่จะตรวจตัวหญิงหรือเด็กที่ถูกละเมิดทางเพศ การกักตัวหญิงหรือเด็กให้กระทำเท่าที่จำเป็น หากจะกักตัวเด็กไว้เกิน 24 ชั่วโมงแต่ไม่เกิน 10 วันต้องได้รับการอนุมัติจากอธิบดีกรมตำรวจ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณี การกักตัวหญิงหรือเด็กดังกล่าวจะต้องกักตัวในสถานที่อันสมควรซึ่งไม่ใช่ห้องขังหรือสถานที่คุมขัง และเมื่อเด็กและหญิงได้เบิกความต่อศาลแล้วให้ถือว่าการกักตัวนั้นสิ้นสุดลง
2.7 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539
เหตุที่ต้องมีพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เพราะการประเวณีเป็นเหตุสำคัญที่มาจากสภาพเศรษฐกิจและสังคม จึงควรมีการบัญญัติกฎหมายเพื่อแก้ปัญหา และลงโทษผู้กระทำความผิด ส่วนผู้ค้าประเวณีจะได้รับเหตุลดโทษและบำบัดฟื้นฟูจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ถูกนำไปค้าประเวณี โดยกำหนดโทษสถานหนักแก่บิดามารดา กล่าวคือถอดถอนอำนาจปกครองและ ผู้ชักพา สนับสนุนที่จะต้องลงโทษอย่างหนักจึงได้ตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น โดยทั่วไปพระราชบัญญัติฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีซึ่งได้กำหนดโทษทั้งผู้ที่จัดหา ดำเนินกิจการและผู้ใช้บริการ รวมถึงบิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี ส่วนเด็กและเยาวชนที่ค้าประเวณีนั้นต้องได้รับการคุ้มครองและพัฒนาอาชีพในศูนย์ฝึกอาชีพของรัฐ มีระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ส่วนการประกาศโฆษณาเพื่อการค้าประเวณีจะมีโทษทั้งจำคุกและปรับ
จะเห็นได้ว่าประเทศไทยและองค์กรในระดับสากลได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชน ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของไทยหลายฉบับดังกล่าวแล้ว
2. 8 การค้ามนุษย์
การค้ามนุษย์เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงและเป็นปัญหาในการบั่นทอนความมั่นคงของมนุษย์ การที่มองมนุษย์ผู้เป็นประธานแห่งสิทธิเป็นเพียงวัตถุที่ใช้ในการจำหน่ายจ่ายโอนเท่านั้น ซึ่งไม่ต่างอะไรกับแนวคิดในเรื่องทาส แม้ว่าปัจจุบันจะมีการล้มเลิกระบบทาสและให้สิทธิแก่มนุษย์ทุกคน แต่กระบวนการการค้ามนุษย์ดังกล่าวยังคงมีอยู่
การค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชนมีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ การค้าประเวณี และ การค้าแรงงานโดยเด็กที่ตกเป็นเหยื่อจากทั้ง 2 กรณี ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจนและด้อยการศึกษาซึ่งเป็นปัจจัยเชิงเหตุที่สำคัญของการค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชนในประเทศไทย

2.9 การค้าประเวณีเด็ก
นิยามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ได้ให้ความหมายคำว่า”การค้าประเวณี”ไว้ว่า “การค้าประเวณี” หมายความว่า การยอมรับการกระทำชำเราหรือ การยอมรับการกระทำอื่นใด เพื่อสำเร็จความใคร่ในทาง กามารมณ์ของผู้อื่น อันเป็นการสำส่อนเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใด ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ยอมรับการกระทำและผู้กระทำจะเป็นบุคคลเพศเดียวกันหรือคนละเพศก็ตาม
การค้าประเวณีเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมที่ในกระบวนการค้าประเวณีมีเด็กและเยาวชนร่วมอยู่ด้วย ผู้ค้าต้องการที่จะแสวงหาประโยชน์อันมหาศาล จากตัณหาและความใคร่ตามธรรมชาติของมนุษย์ ถึงแม้ว่าจะเป็นการดีสำหรับระบบเศรษฐกิจก็ตาม แต่กิจการค้าประเวณีเป็นกิจการอันมิชอบด้วยกฎหมาย เงินได้จากการประกอบกิจการถือเป็นเงินไม่บริสุทธิ เนื่องจากได้มาโดยการละเมิดต่อสิทธิของผู้ถูกค้า โดยกฎหมายได้ให้การคุ้มครองสิทธิของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ไม่ว่าผู้ถูกค้าจะยอมหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวยังมีปัญหาในการบังคับใช้อยู่บ้าง สามารถดูได้จากสถิติการแจ้งคดีเรื่องการค้าประเวณี
สถิติคดีค้าประเวณีในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นในปี 2544 ตำรวจได้รับแจ้งคดีค้าประเวณี จำนวน 17356 คดี และได้ทำการจับกุมคดีดังกล่าวจำนวน 17043 คดี ในปีที่ 2553 ตำรวจได้รับแจ้งคดีการค้าประเวณีจำนวน 31912 คดีและทำการจับกุมคดีดังกล่าวจำนวน 31779 คดี จะเห็นได้ว่าจำนวนคดีมีแนวโน้มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าตัวจากปี 2544 ถึง 2553 เป็นระยะเวลา 9 ปี แสดงดังตารางต่อไปนี้

ปี คดีที่ได้รับแจ้ง คดีที่จับกุม
2544 17356 17043
2553 31912 31775
ที่มา : สำนักสถิติแห่งชาติ, 2554
การค้ามนุษย์ทั้งชายและหญิงเกิดขึ้นทั้งการค้าเข้ามาและการค้าออกไปจากประเทศไทยเพื่อวัตถุประสงค์หลายประการ กฎหมายจึงมีมาตรการปราบปรามการค้ามนุษย์ เช่นเดียวกับการปราบปรามการค้าประเวณี กฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับการค้าประเวณีได้แก่ พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ซึ่งบัญญัติให้การนำพาหญิงหรือเด็กเพื่อวัตถุประสงค์ในการสนองความใคร่เพื่อการอนาจารหรือแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นเป็นความผิด ไม่ว่าหญิงหรือเด็กนั้นจะยินยอมในการนำพาหรือให้การกระทำที่ได้ทำไปก็ตาม ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าหญิงและเด็ก ต้องระวางโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี สำหรับการสมคบกันกระทำความผิดเหล่านี้ พระราชบัญญัตินี้ได้พิจารณาการปฏิบัติต่อหญิงและเด็กที่ถูกค้า ตัวอย่างเช่น ผู้ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์อาจถูกเพียงเจ้าหน้าที่กักตัวเป็นระยะเวลาสั้นๆ และจะต้องไม่ถูกกักตัวในสถานคุมขังหรือห้องขัง หญิงและเด็กที่ถูกค้าเข้ามาในประเทศไทย จะได้รับอาหารและสถานสงเคราะห์ และการส่งกลับภูมิลำเนาของตน
กฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ได้แก่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 สามารถนำไปใช้ในการฟ้องร้องบุคคลซึ่งค้าหญิงและเด็กเพื่อการประเวณีได้ตามมาตรา 9 วางหลักไว้ว่า ผู้ใดเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ไม่ว่าการกระทำนั้นจะกระทำในหรือนอกราชอาณาจักรก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท มาตราดังกล่าวให้ลงโทษหนักขึ้นอีก 1ใน3 หากมีการใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ หรือใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดธรรมนองครองธรรม หรือการใช้วิธีข่มขืนใจ ตามมาตรา 12 พิจารณาการบังคับให้ค้าประเวณีซึ่งมีการกักขังผู้อื่นไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการทำลายเสรีภาพของบุคคลและลงโทษให้ค้าประเวณีโดยทำร้ายร่างกายหรือขู่เข็ญต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 20 หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือ ประหารชีวิต และหากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานของรัฐผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุก 15 ถึง 20 ปีซึ่งเป็นการกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ ทำให้ได้รับโทษสูงกว่ากรณีทั่วไป อย่างไรก็ไม่ต่ำกว่าโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด
กฎหมายอื่นที่มีผลกระทบต่อหญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ได้มีบันทึกข้อตกลงเรื่องแนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสงเคราะห์และองค์กรพัฒนาเอกชนในการดำเนินการกรณีค้าหญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2542 หรือเรียกว่า “บันทึกข้อตกลง พ.ศ.2542” ในข้อตกลงดังกล่าวได้กำหนดระเบียบการปฏิบัติต่อผู้ถูกค้า ทั้งที่เป็นคนไทยและคนต่างชาติ นอกจากนั้นข้อตกลงดังกล่าวจึงครอบคลุมถึงการใช้แรงงานเยี่ยงทาส อย่างการบังคับให้ขอทานและการกระทำอื่นที่ทารุณโหดร้าย
ถึงแม้จะมีการพยายามในการทำงานระหว่างองค์กรพัฒนาของเอกชนกับรัฐบาลตามบันทึกข้อตกลงพ.ศ. 2542 เพื่อให้บรรลุถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังคงมีปัญหาในเชิงปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์ของเจ้าหน้าที่รัฐยังมีจำกัดอยู่ เช่น เจ้าหน้าที่ยังคงถือว่าการค้ามนุษย์นั้นมีความหมายถึงการค้าประเวณีเท่านั้น ผู้ถูกค้าเพื่อวัตถุประสงค์อื่นยังถูกปฏิบัติเหมือนผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และมักจะถูกส่งกลับภูมิลำเนาโดยไม่ได้รับความช่วยเหลืออื่นใด อุปสรรคในการช่วยเหลือผู้ถูกบังคับให้ค้าประเวณีไม่ได้เกิดจากปัญหาทางด้านภาษา แต่ยังเกิดจากทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีต่อผู้ถูกค้ารวมทั้งการละเลยสิทธิของพวกเขาและในคดีส่วนใหญ่ไม่มีองค์กรพัฒนาเอกชนที่จะแจ้งให้ผู้ถูกค้าทราบถึงสิทธิของพวกเขาที่พึงมี หรือเข้าไปแทรกแซงและจัดการให้ผู้ถูกค้าได้รับการคุ้มครอง การได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะให้กำลังใจแก่ผู้ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์และช่วยเหลือให้พวกเขาได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอ เพื่อจะได้ตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิในชีวิตของพวกเขาเองที่สามารถตัดสินใจเส้นทางชีวิตของตนได้ การคุ้มครองเมื่อผู้ถูกค้าเป็นพยานก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้ถูกค้า จึงสมควรจะมีหลักประกันในการคุ้มครองผู้ถูกค้าที่เป็นพยานด้วย
แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนหลายฉบับแต่ไม่สามารถจับการค้าประเวณีของหญิงและเด็กให้หมดสิ้นไปได้และรายได้จำนวนมหาศาลจากการค้าประเวณีจากทั้งความสมัครใจและการถูกบังคับเป็นเหตุจูงใจให้ผู้ค้าหญิงหรือเด็กเพื่อการประเวณียอมเสี่ยงต่อการถูกลงโทษทางกฎหมาย ในขณะเดียวกันภาครัฐก็เริ่มให้ความสนใจจัดระเบียบการค้าประเวณีที่ผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายเพื่อนำรายได้เข้ารัฐ แต่ความคิดดังกล่าวมีคนจำนวนมากไม่เห็นด้วย
2.10 การค้าแรงงานเด็ก
สถานการณ์ยังปรากฏว่ามีการใช้แรงงานเด็กจำนวนมากโดยมิชอบด้วยกฎหมาย สาเหตุสำคัญที่เด็กเข้ามาเป็นแรงงานนั้นมาจากปัญหาทางฐานะของครอบครัวยากจน ครอบครัวไม่สามารถเลี้ยงดูและให้การศึกษาเพื่อมีการพัฒนาการตามวัยเช่นเดียวกับเด็กทั่วไปได้ ทำให้เด็กเหล่านี้ต้องรับภาระหางานทำเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว
สถานการณ์โดยทั่วไปเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กในประเทศไทย จากรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ เปิดเผยว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในการลดการใช้แรงงานเด็กในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เนื่องด้วยมาตรการด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นคุณประโยชน์แต่ยังมีการใช้แรงงานเด็กบางลักษณะอยู่ กระทรวงแรงงานประเมินผลว่า เด็กจำนวน 3 แสนคนอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานอย่างถูกกฎหมายในสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนเมื่อปี พ.ศ. 2548 เด็กเหล่านั้น ร้อยละ 60 เป็นเพศชาย และ ร้อยละ 40 เป็นหญิง อันที่จริงสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กอาจจะมีความรุนแรงมากกว่าตัวเลขที่ปรากฏอย่างเป็นทางการ ถ้านับรวมถึงการใช้แรงงานเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปีอย่างผิดกฎหมายโดยเฉพาะเด็กต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือขึ้นทะเบียนอย่างไม่ถูกต้องนอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาอันเกิดจากการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายบางรูปแบบอีกด้วย ได้แก่ ปัญหาที่เกิดจากเหยื่อของการค้ามนุษย์ แรงงานเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เด็กที่ถูกบังคับใช้ให้ขอทาน เด็กที่ถูกใช้ทำงานบ้าน นอกจานี้ยังมีปัญหาอื่นๆอีกเช่น การใช้แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมการผลิตบางประเภท การประมง การบริการต่างๆ เช่นตามร้านคาราโอเกะ ร้านอาหาร และการใช้แรงงานเด็กในทางเกษตรกรรม มีกลุ่มเด็กที่อาจจะถูกทารุณได้ง่ายหลายกลุ่ม เช่น เด็กที่เป็นชนกลุ่มน้อย เด็กต่างด้าว และเด็กยากจน
จากการประเมินการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายในประเทศไทยในจังหวัดเชียงราย ตาก อุดรธานี สมุทรสาคร สงขลาและปัตตานี ในปี2549 ทำให้ทราบว่า แม้การแก้ปัญหาแรงงานเด็กจะมีการคืบหน้ามากในประเทศไทยแต่ปัญหาก็ยังคงอยู่ ในบรรดาแรงงานเด็กที่ถูกสำรวจมากกว่า 2200 คน พบว่าร้อยละ 35 มีอายุน้อยกว่า 15 ปี เด็กส่วนใหญ่ทำงานกว่า 8 ชั่วโมงต่อวันและมีจำนวนมากที่ต้องงานเวลาตอนเย็นหรือตอนกลางคืน หรือมีเวลาในการทำงานที่ไม่แน่นอน เด็กจำนวนมากต้องตกอยู่ในสภาพการทำงานที่เป็นอันตราย เช่น มีฝุ่นควัน เสียงดัง สารเคมี และภัยทางจิตใจ ยิ่งไปกว่านั้นเด็กหลายคนถูกนายจ้างทารุณหลายรูปแบบ เช่นถูกกักขัง ถูกลงโทษทางกาย ถูกคุกคามโดยทั่วไป ถูกคุกคามทางเพศ ถูกข่มขืน ถูกพูดดูหมิ่นเหยียดหยาม ส่วนแรงงานเด็กได้รับค่าจ้างน้อยกว่าผู้ใหญ่ในขณะที่ทำงานประเภทเดียวกันและเวลาทำงานที่เท่ากัน ในบรรดาแรงงานเด็กที่สำรวจราวครึ่งหนึ่งได้รับค่าจ้างแรงงานไม่ถึง 2000 บาทต่อเดือน ซึ่งน้อยกว่าแรงงานขั้นต่ำในประเทศไทยประมาณครึ่งหนึ่ง
ปัจจัยที่ทำให้เด็กถูกใช้งานในรูปแบบที่เลวร้ายได้แก่ เพศ สัญชาติ เชื้อชาติ สถานการณ์เป็นแรงงานข้ามชาติ เด็กส่วนใหญ่ที่ถูกใช้งานในรูปแบบที่เลวร้ายไม่ใช่เด็กไทย อาจเป็นเด็กต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยส่วนใหญ่มาจากพม่า ส่วนเด็กไทยมีเพียงร้อยละ 16 ที่ตกอยู่ในสภาพเลวร้าย นอกจากนี้เด็กซึ่งเป็นเหยื่อจากการใช้แรงงานมีเพียงร้อยละ 34 ที่มีเอกสารแสดงตนเกี่ยวกับทะเบียนประวัติ
การขาดการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กตกเป็นเหยื่อของแรงงานในรูปแบบที่เลวร้าย เด็กเหล่านี้มีการศึกษาน้อยกว่าเด็กอื่นๆ ในบรรดาเด็กที่เป็นตัวอย่างในการศึกษานี้ ร้อยละ 72 ถูกใช้แรงงานในรูปแบบที่เลวร้าย
จากผลการประเมินดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีการละเมิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อย่างชัดเจน ซึ่งห้ามมิให้นายจ้าง จ้างลูกจ้างเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นลูกจ้างแรงงาน ทั้งยังมีการให้เด็กทำงานในเวลาที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด นอกนั้นยังมีการละเมิดในสิทธิเสรีภาพของเด็กอีกหลายประการ รวมถึงการไม่มีเอกสารแสดงตนของเด็กซึ่งจำเป็นต่อการบังคับคดีให้เป็นไปตามกฎหมายการจัดการบังคับตามกฎหมายจึงยังไม่บรรลุผลสำเร็จได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายได้
3. ข้อพิจารณา
หากพิจารณาจากตัวบทกฎหมายที่ได้มีการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนจะพิจารณาแยกได้ 2 ลักษณะอันได้แก่ คุณภาพของกฎหมาย และ การบังคับใช้กฎหมาย
3.1 พิจารณาในแง่คุณภาพของกฎหมาย
ตามเจตนารมณ์ของการบัญญัติกฎหมายแต่ละฉบับนั้นมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก ทั้งสิทธิทางชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สิน สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ต้องการจะได้รับการศึกษา ความรู้เหมาะสมแก่วัย และได้รับความอบอุ่น การเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะกระบวนการที่ต้องการหาประโยชน์กับเด็กนั้นมีมากมาย กฎหมายแต่ละฉบับออกในวาระของปีที่แตกต่างกัน แม้มีเจตนารมณ์ก็ตาม จากที่ได้อ่านตัวบทกฎหมายในเรื่องลักษณะของนิยาม คำว่า “เด็ก” แล้วนั้นทำให้พบว่า นิยามคำว่าเด็กของกฎหมายแต่ละฉบับมีนิยามที่แตกต่างออกไป หรืออาจจะไม่ได้นิยามศัพท์นั้นไว้เลย ดังต่อไปนี้
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
ในมาตรา 40 และ 52 ได้มีการบัญญัติคำว่า “เด็ก” และ “เยาวชน” แยกออกจากกัน แต่มิได้กำหนดนิยามตามกฎหมาย ว่า “เด็ก” และ “เยาวชน” ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมีอายุไม่เกินกี่ปี หรือได้อ้างอิงตามนิยามของพระราชบัญญัติอื่นที่กำหนดนิยามของเด็กและเยาวชนไว้เฉพาะ
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
ในมาตรา 4 ได้มีการให้นิยามของคำว่า “เด็ก” ไว้ว่า
“เด็ก” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า18 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส
พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553
ในมาตรา 4 นี้ได้มีการให้คำนิยามของคำว่าเด็กและเยาวชนแยกจากกัน
“เด็ก” หมายความว่า บุคคลที่อายุเกิน 7 ปีแต่ไม่ถึง 14 ปีบริบูรณ์
“เยาวชน” หมายความว่า บุคคลที่มีอายุมากกว่า 14 ปีบริบูรณ์แต่ไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
ได้บัญญัตินิยามคำว่า “เด็ก” หมายถึง มนุษย์ทุกคนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะก่อนหน้านั้นตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่เด็กนั้น
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานนั้นมิได้มีการบัญญัตินิยามของเด็กโดยตรงและไม่ปรากฏคำว่าเยาวชน ดังนั้นจึงอาจหมายความได้ว่า เด็กและเยาวชนจึงจะต้องใช้นิยามเดียวกัน แต่แม้ไม่มีการบัญญัตินิยามเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติอื่นๆ แต่สามารถตีความได้จากมาตรา44 และมาตรา 45
มาตรา 44 ห้ามมิให้นายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นลูกจ้าง
มาตรา 45 ในกรณีมีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นลูกจ้าง ให้นายจ้างปฏิบัติดังนี้
จากทั้งสองมาตราดังกล่าวมีการบัญญัติชัดแจ้งโดยใช้คำว่า “เด็ก” ดังนั้นจากมาตรา 45 บุคคลผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีจึงยังเป็น “เด็ก” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540
ได้มีนิยามในมาตรา 4 ไว้ว่า “เด็ก” หมายความว่า บุคคลผู้มีอายุไม่เกิน18ปีบริบูรณ์
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539
ในพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้มีการบัญญัตินิยามของคำว่าเด็กและเยาวชนไว้โดยเฉพาะ แต่ได้มีการบัญญัติคำว่า “เด็ก”และ “เยาวชน” ลงในพระราชบัญญัติดังกล่าว ในส่วนที่บัญญัติคำว่า เด็ก นั้นสามารถตีความเทียบเคียงกับนิยามได้โดยดูจากมาตราดังต่อไปนี้
มาตรา 8 วรรค 2 ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำแก่เด็กอายุไม่เกิน สิบห้าปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงหกปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึง หนึ่งแสนสองหมื่นบาท
มาตรา 9 วรรค 2 ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำแก่เด็กอายุ ยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับ ตั้งแต่สองแสนบาทถึงสี่แสนบาท
ดังนั้นจากมาตราดังกล่าวจึงอาจเข้าใจได้ว่า เด็กตามพระราชบัญญัตินี้หมายถึง บุคคลที่มีอะไรไม่เกิน 15 ปี แต่ยังไม่อาจสรุปแน่ชัดว่า เด็กตามพระราชบัญญัตินี้แท้จริงต้องมีอายุไม่เกินเท่าใด
นิยามคำว่าเด็กตามกฎหมายแต่ละฉบับนั้นมีความแตกต่างกันไป ความหมายของคำว่า “เด็ก” ตาม พจนานุกรรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2542 ได้ให้นิยามคำว่าเด็กว่า คนที่ยังมีอายุยังน้อย และในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ใช้คำว่า “ผู้เยาว์” ซึ่งหมายถึง บุคคลที่อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์และยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยการสมรสอันชอบด้วยกฎหมาย
จากการได้ทราบนิยามที่กฎหมายแต่ละฉบับได้บัญญัติหรือมิได้บัญญัติโดยตรงนั้นแล้วจึงทำให้ทราบได้ว่า กฎหมายที่ใช้คุ้มครองการละเมิดสิทธิของเด็กเยาวชนนั้นมีปัญหาด้านนิยาม ซึ่งแต่ละฉบับควรปรับนิยามของ “เด็ก” และ “เยาวชน” ให้สอดคล้องกัน เนื่องจากปัจจุบันนิยามของคำว่า เด็กและเยาวชนยังมีความแตกต่างกันอย่างไร หรือไม่ควรปรับให้นิยามนั้นมีความแน่นอน บัญญัติอย่างชัดเจนเพื่อประโยชน์แก่การบังคับใช้กฎหมายให้คุ้มครองเด็กและผู้เยาว์ให้สมตามเจตนารมณ์ในการบัญญัติกฎหมาย
3.2 พิจารณาในแง่การบังคับใช้กฎหมาย
เนื่องจากกฎหมายมีเจตนารมณ์ที่ต้องการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพ เมื่อมีกฎหมายที่บัญญัติไว้อย่างดีแล้ว หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดและจริงจัง ก็จะไม่สามารถคุ้มครองสิทธิให้แก่เด็กและเยาวชนได้ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ และคนในสังคมจำเป็นที่จะต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทั้งนี้เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไป ย่อมมีการบัญญัติแก้กฎหมายให้ปรับรับทันกับสถานการณ์ของสังคมและวัฒนธรรมที่แปรเปลี่ยนไป เมื่อมีกฎหมายบัญญัติปรับปรุงใหม่ จึงเป็นหน้าที่ที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคนควรทราบเมื่อได้ประกาศใช้ในพระราชกิจจานุเบกษาแล้ว และยังไม่สามารถอ้างความไม่รู้กฎหมายให้พ้นผิดได้เช่นกัน
ปัญหาจากการการบังคับใช้ของเจ้าหน้าที่และประชาชนต่อกฎหมายใหม่ซึ่งยังไม่ทราบกันอย่างแพร่หลาย อย่างเช่น พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 โดยมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน จึงเป็นกฎหมายที่ออกมาใหม่พอสมควร พระราชบัญญัติดังกล่าวมีหลักการสำคัญกำหนดให้เด็กและเยาวชนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองในการดำเนินกระบวนการพิจารณาอย่างเหมาะสม และให้เด็กเยาวชนสตรีและบุคคลในครอบครัวมีสิทธิได้รับการคุ้มครองจากรัฐให้ปราศจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม ซึ่งในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 กลับให้ความคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำผิดต่ำกว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ให้การคุ้มครองผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งถือว่าขัดต่อเจตนารมณ์ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวคือมีการกำหนดโทษได้ไม่เหมาะสมจึงถูกยกเลิกกฎหมายไป เมื่อมีกฎหมายใหม่มาใช้บังคับ เจ้าหน้าที่และประชาชนจักต้องทำความเข้าใจตามพระราชบัญญัติฉบับพ.ศ.2553 เพื่อการบังคับใช้ที่ได้ประสิทธิภาพและเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ปัญหาอีกประการคือ กฎหมายมุ่งคุ้มครองบุคคลตามกฎหมาย อันหมายถึงเด็กและเยาวชนที่มีทะเบียนสิทธิหรือเป็นเด็กสัญชาติไทยเท่านั้น ซึ่งหากเด็กและเยาวชนผู้ถูกละเมิดสิทธิไม่มีเอกสารแสดงทะเบียนสิทธิแล้วก็ไม่อาจดำเนินการรับสิทธิการเยียวยาได้ เพราะในกระบวนการการค้ามนุษย์นั้น มีเด็กจำนวนมากที่ไม่มีเอกสารแสดงทะเบียนสิทธิยืนยันว่าตนเป็นคนไทย ทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีกับบุคคลผู้กระทำผิดได้ หากแต่เอากฎหมายสิทธิมนุษยชนมาใช้บังคับแทน ดังนั้นจึงใคร่อยากให้กฎหมายของไทยนั้นได้ให้สิทธิในการคุ้มครองและดำเนินคดีตามลักษณะของความเป็นจริงทางสังคม ไม่ควรอิงกับกฎหมายเพราะการทำร้ายทารุณ ใช้ความรุนแรงในการละเมิดสิทธิและสวัสดิภาพนั้นเป็นเรื่องมนุษยธรรม ซึ่งกฎหมายได้มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองอยู่แล้ว การดำเนินคดีจึงไม่ควรเลือกที่จะดำเนินคดีบางคดี จากตารางการรับแจ้งคดีและการจับกุมนั้นจะเห็นได้ว่ามีข้อมูลเพียงส่วนที่ได้รับแจ้งกล่าวคือเป็นกรณีของบุคคลซึ่งมีทะเบียนแสดงสิทธิ แต่คาดว่าคงมีอีกหลายคดีที่มิได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะไม่อาจนำสืบดำเนินคดี ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย อาจจะไม่ลงลึกถึงมุมบางมุมของสังคม ทำให้เด็กและเยาวชนที่ถูกละเมิดบางส่วนยังไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายตามกฎหมาย
สังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยปัญหา เด็กและเยาวชนถูกมองเป็นผู้ถูกกระทำ สังคมและจริยธรรมของในคนในสังคมมีที่ว่าจะต่ำลง กฎหมายมีการเพิ่มเติมแก้ไขเพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชนมากขึ้น และดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำละเมิด
ผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายท่านหนึ่ง ได้กล่าวถึงการให้ประชาชนพึงตระหนักเกี่ยวกับการถูกละเมิดสิทธิของเด็กและเยาวชนว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่บิดามารดาผู้ปกครองควรให้ความสนใจและทราบกฎหมายเพื่อจะได้ไม่เป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ปัจจุบันมีการสนับสนุนส่งเสริมการอบรมกฎหมายแก่ชาวบ้านทั้งในเมืองและชนบท นอกจากนั้นในอีกแง่หนึ่งนอกจากเด็กเป็นผู้ถูกกระทำ เด็กยังเป็นผู้กระทำซึ่งในการสอบสวนของอัยการต้องใช้ดุลพินิจประกอบเพราะเด็กนั้นอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่จะกระทำความผิด ซึ่งหน้าที่ทั้งหลายไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ หรือนักกฎหมายเพียงอย่างเดียวต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนและหน่วยงานทุกฝ่ายในสังคมอีกด้วย วิธีของอัยการตามกฎหมายกำหนดว่าพนักงานสอบสวนจะสอบสวนปากคำจะต้องมี อัยการ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และญาติพี่น้องของเด็ก เข้าร่วมด้วยเพื่อให้กระบวนการทำงานทุกขั้นตอนถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง
จึงเห็นได้ว่าในการใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กนั้นต้องการการมีส่วนร่วมของหน่วยงานอื่นๆ เนื่องจากปัญหาทุกวันนี้มิได้เกิดเพราะเหตุที่กฎหมายไม่ครอบคลุมแต่เกิดจากปัญหาทางสังคมอย่างเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตประจำวัน
ท่านผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายดังกล่าวยังเห็นว่าสิ่งที่ยากที่สุด คือ การสร้างความเข้าใจเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน กล่าวคือเป็นปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายอย่างหนึ่งเช่นกัน
ในประเด็นเรื่องกฎหมายที่คุ้มครองการละเมิดสิทธิของเด็กและเยาวชนนั้นยังมีนักวิชาการทางกฎหมายอีกท่านหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของหน่วยงานว่ามีความไม่สมดุล เนื่องจากในสภาพความเป็นจริงทรัพยากรจำนวนมากได้ถูกจัดสรรไปเพื่อการทำงานในระดับนโยบาย ส่วนการดำเนินงานในระดับปฏิบัติได้รับการสนับสนุนทรัพยากรค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะในเรื่องการดำเนินคดีเอาผิดจากนักค้ามนุษย์ และการเรียกร้องเอาค่าชดเชยความเสียหาย และที่สำคัญยังขาดหน่วยงานถาวรระดับสากล ภูมิภาคและระดับชาติที่จะทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเรื่องการค้ามนุษย์ จึงส่งผลให้การทำงานยุ่งยาก ซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองทรัพยากร รวมทั้งการขาดโอกาสที่จะถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของหน่วยงานต่างๆ เพื่อปรับปรุงและพัฒนารูปแบบอันเหมาะสมในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขและป้องกันการค้ามนุษย์
นอกจากนี้นักวิชาการท่านเดียวกันได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประโยชน์สูงสุดของเด็กที่ตกเป็นเหยื่อโดยแสดงทัศนว่า ความพยายามในการแก้ไขและป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ของประชาคมโลก รัฐบาล และภาคประชาชาสังคมโดยภาพรวม จะเน้นเรื่องการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิของเด็กเป็นสำคัญ เพราะเป็นที่ยอมรับว่าเด็กไม่ควรตกอยู่ในสภาพที่จะถูกแสวงหาประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสวงหาประโยชน์ทางเพศและใช้แรงงานเยี่ยงทาส ทุกภาคส่วนของสังคมจึงต้องรับผิดชอบร่วมกันที่จะช่วยเหลือป้องกันเด็กให้หลุดพ้นจากสภาพดังกล่าว ความพยายามทั้งหมดจึงเน้นเด็กเป็นศูนย์กลางในการบัญญัติกฎหมาย ผู้ทำงานพิทักษ์คุ้มครองเด็กจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิของเด็ก แต่ว่าผู้กำหนดนโยบายกับผู้ปฏิบัติยังไม่ได้คำนึงถึงสิทธิและความต้องการที่แตกต่างของเหยื่อจากการค้ามนุษย์ ดังนั้นการปฏิบัติงานเพื่อพิทักษ์ปกป้องเด็กในหลายกรณี อาจจะละเมิดสิทธิของผู้เสียหายโดยเฉพาะการที่ต้องถูกบังคับ ช่วยเหลือเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาและการส่งกลับภูมิลำเนาในลักษณะที่ผู้เสียหายไม่สามารถร่วมตัดสินใจในชะตากรรมของตน ดังนั้นควรเคารพและส่งเสริมสิทธิในการตัดสินใจอนาคตของเด็กด้วย
4. บทสรุป
มาตรการของกฎหมายคุ้มครองการละเมิดสิทธิของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชนมีหลายฉบับที่เป็นกฎหมายเฉพาะกรณีโสเภณีเด็กและแรงงานเด็กรวมทั้งอนุสัญญาระหว่างประเทศและข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่กฎหมายยังไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ สาเหตุสำคัญคือ มีปัญหาคุณภาพกฎหมายและการนำกฎหมายนั้นไปใช้บังคับและอุปสรรคอื่นๆจากตัวของเด็กและเยาวชนเองรวมทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศด้วย

5. เสนอแนะ
จากการศึกษากฎหมายเฉพาะและการศึกษาปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชนยังไม่ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจเนื่องจากปัญหาการค้าประเวณีเด็กและการค้าแรงงานเด็กยังคงเป็นปัญหาอยู่ จึงใคร่เสนอแนะแนวทางการพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นดังต่อไปนี้
ประการแรกพัฒนาคุณภาพของกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชนให้ความหมายของคำว่า “เด็ก” และ “เยาวชน” นั้นไม่สอดคล้องกันทุกฉบับ เพื่อขจัดปัญหาความไม่ชัดเจนของนิยามในกฎหมายแต่ละฉบับ ควรมีมาตรฐานเดียวกันและขจัดความยุ่งยากในการบังคับกฎหมายใช้
ประการที่สองปัญหาการนำกฎหมายไปบังคับใช้กับประชาชน ประชาชนส่วนใหญ่นั้นยังไม่ทราบและเข้าใจในเนื้อหาของกฎหมายที่ได้บัญญัติเฉพาะไว้เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน รัฐควรมีมาตรการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบและเข้าใจกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้เป็นเพื่อประโยชน์ในการบังคับใช้และประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนที่พึงได้รับ หากประชาชนต่างทราบและปฏิบัติตามกฎหมาย คอยแจ้งเมื่อพบกระทำผิดในสังคมให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปดำเนินการ ทั้งนี้เพื่อจะได้สมประโยชน์แก่สังคมและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ซึ่งบังคับใช้กฎหมายมีจำนวนหนึ่งที่ไม่เข้าใจในเนื้อหาของกฎหมายจึงเป็นที่มาของปัญหาการบังคับใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่ออกใหม่ ดังนั้นควรจะจัดให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง
ประการที่สาม เมื่อมีมาตรการบังคับใช้กฎหมายแล้วควรมีการติดตามผลของเด็กและเยาวชนที่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย เช่นจากพระราชบัญญัติการค้าประเวณี ที่มีมาตรการการเยียวยาโดยการพัฒนาอาชีพฝึกอบรมนั้นหากมีการได้รับการติดตามผลจะได้ทราบได้แน่ชัดว่าหญิงและเด็กที่ได้รับการฝึกอาชีพนั้นจะสามารถนำความรู้จากที่ฝึกอบรมนั้นไปประกอบอาชีพในชีวิตจริงได้หรือไม่ หากไม่สามารถทำได้ รัฐควรต้องแก้ปัญหาต่อไป ทั้งนี้เพื่อไม่ให้หญิงและเด็กกลับไปสู่งานในสายอาชีพโสเภณีเช่นเดิม
ประการที่สี่ การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชนจะแก้ด้วยการบัญญัติกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากสาเหตุหลักก็คือเด็กและเยาวชนเหล่านั้นส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจนและด้อยการศึกษา ดังนั้นการแก้ปัญหาต้องแก้ที่สาเหตุควรใช้กฎหมายควบคู่กับหลักทางสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์เป็นไปอย่างบูรณาการกัน ในด้านสังคมศาสตร์ รัฐควรดูแลเด็กและเยาวชนทุกคนในราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มีสัญชาติไทยหรือเด็กต่างด้าวให้เข้าถึงบริการของรัฐ ทั้งทางด้านการศึกษาและสาธารณสุขเพื่อจะได้มีความรู้และพึ่งตนเองได้ ทางด้านเศรษฐกิจรัฐควรส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาความยากจนเพื่อลดจำนวนครอบครัวที่ยากจนให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ ในทางรัฐศาสตร์ภาครัฐควรยกปัญหาการค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้รัฐบาลได้สนใจและจริงจังกับการแก้ปัญหาดังกล่าว
บุญจง ขาวสิทธิวงษ์

Posted in Uncategorized | Tagged | Leave a comment

ใครกล้าประกันว่า รัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก

13 กุมพาพันธ์ 2554

ใครกล้าประกันว่า รัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก

ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองมาเป็นลำดับนับแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ในสมัยสุโขทัยมีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก  และรูปแบบได้เปลี่ยนแปลงเป็นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช  ในสมัยอยุธยาจนถึงปลายสมัยรัชกาลที่  7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเปลี่ยนเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจนปัจจุบัน วัฒนธรรมทางการเมืองและการปกครองจากการเปลี่ยนแปลงในอดีตได้สืบทอดสู่ลูกหลานไทยยุคต่อ ๆ มา

ในสมัยรัชกาลที่  5  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ได้มีการปฏิรูประบบการปกครองครั้งใหญ่          มีการเลิกทาส  ส่งราชวงศ์ไทยไปศึกษาวิชาการในยุโรปจำนวนมาก  และการปฏิรูประบบการปกครองจากระบบสมุหกลาโหม  และสมุหนายก  เป็นการบริหารการปกครองในรูปกระทรวง  ทบวง  กรม  อย่างในปัจจุบัน

ในกาลต่อมา  ราชการได้เปิดโอกาสให้บุตรหลานข้าราชบริพารและประชาชนที่มีฐานะ  สามารถส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในต่างประเทศได้เช่นเดียวกับเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย  และมีการเผยแพร่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนับแต่สมัยรัชกาลที่ 6

ในรัชกาลที่ 7  นักศึกษาไทยที่ศึกษาจากฝรั่งเศส จำนวน  7  คน มีทั้งสายทหารและพลเรือน  ได้นัดประชุมกันที่กรุงปารีสวางแผนเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน  ที่ประชุมครั้งนั้นได้กำหนดหลักการไว้  3  ประการ  ได้แก่  1)  ทำการเปลี่ยนการปกครองให้มีฐานรากประชาธิปไตยแบบอังกฤษคือ  ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข  2)  ยึดอำนาจการปกครองด้วยการปฏิวัติล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช  และ  3)  ร่วมกันบริหารปกครองประเทศชาติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  งดเว้นการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว

เมื่อคณะผู้ก่อการทั้ง  7  คน จบการศึกษาและทยอยกันเดินทางกลับประเทศ  เข้ารับราชการตามตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ แล้ว ก็เริ่มดำเนินการทางการเมือง มีการติดต่อกันในการวางแผนดำเนินการยึดอำนาจ  และได้ติดต่อร่วมคิดกับผู้ที่ยังอยู่ที่กรุงปารีส และสวิตเซอร์แลนด์อีกรวม 15  คน  ซึ่งแต่ละคนได้ติดต่อและรู้จักกันดี  กลุ่มก่อการที่เป็นสายทหารพิจารณาเห็นว่า  เหตุการณ์บ้านเมืองเข้าตามแผนแล้ว  ควรจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้  และมีความพร้อมที่จะดำเนินการ   แม้ผู้ก่อการบางคนจะไม่มีทักษะทางการเมือง  แต่ความรักเพื่อนฝูงเอาอย่างไรเอากัน  และหลายคนมีตำแหน่งสำคัญใช้เป็นกำลังได้

จากการสะสมสมัครพรรคพวกโดยการประสานงานได้ผู้ที่พร้อมร่วมทำการเปลี่ยนแปลง      การปกครอง  จำนวนทั้งสิ้น  98 คน แบ่งเป็นทหารบก  34  คน  ทหารเรือ 19  คน และฝ่ายพลเรือน  45  คน  ฝ่ายพลเรือนมีความแตกแยกกันเป็นหลายสาย  มีแต่ฝ่ายทหารเท่านั้นที่จับตัวกันแน่นเหนียว  ทหาร  4  คน  ยศพันเอก  3  คน  และยศพันโท  1  คน  รวมกันเรียกว่า  สี่ทหารเสือ  ร่วมประชุมหารือกันอย่างใกล้ชิดเรื่อยมา  และได้มีการเรียกประชุมใหญ่ที่วัดแห่งหนึ่งในชานเมืองกรุงเทพฯ  มีทหารสมัครพรรคพวกไปร่วมประชุมกัน  แล้วต่างแยกกันกลับ

เหตุการณ์ในบ้านเมืองยุคนั้นมีความขัดแย้งกันในระดับทหารชั้นผู้ใหญ่เรื่องการปรับปรุงกองทัพ  ฝ่ายหนึ่งจะให้ยุบกองพล  โดยให้หน่วยทหารต่าง ๆ  ไปขึ้นกับผู้บังคับเหล่า  เลิกยศนายพล  และเลิกโรงเรียนเสนาธิการทหาร  แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า  ควรจะละเว้นการดำเนินการใด ๆ                ที่กระทบต่อจิตใจของทหารในกองทัพ  การปรับปรุงกองทัพควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นตามขั้นตอน  ฝ่ายแรกอาวุโสกว่าไม่พอใจที่อีกฝ่ายหนึ่งอ่อนอาวุโสกว่าไม่ยอมรับความคิดของตน             แต่ในภายหลังก็ได้มีการปรับความเข้าใจกันได้  แผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินของผู้ก่อการเกิดรั่วไหล  ตำรวจกองปราบสืบความได้ว่าจะมีการก่อการเปลี่ยนแปลงยึดอำนาจจริง          จึงออกหมายจับผู้ก่อการจำนวน 5  คน เป็นนายทหาร 4  คน  และพลเรือน 1  คน ผู้บัญชาการตำรวจกองปราบในสมัยนั้นไปกราบทูลจอมพลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ  เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย  ให้ลงพระนามเพื่อทำการจับกุมต่อไป  แต่เมื่อพระองค์ทรงเห็นชื่อผู้ถูกออกหมายจับแล้ว  เห็นว่าล้วนแต่เป็นเด็ก ๆ  ไม่มีความหมาย  บางคนพระองค์เห็นมาแต่เกิด  บางคนเคยเรียกมารับใช้อยู่เสมอ  ส่วนคนอื่น ๆ  ก็อยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีความหมายแต่ประการใด  ดังนั้นจึงทรงยับยั้งการออกหมายจับ  เมื่อผู้ก่อการทราบว่าความลับแตก จึงเรียกประชุมปรึกษาวางแผนและกำหนดวัน เวลา ลงมือ  ผลการประชุมได้มอบหมายให้นายทหาร  3  นาย  ยศพันเอก  1  นาย ยศพันตรี  1  นาย  และยศนาวาตรี  1  นาย  เป็นคณะบัญชาการโดยเด็ดขาด

คณะผู้ก่อการฯ  ได้ถือโอกาสอันเหมาะแก่การทำการ  ในขณะที่เศรษฐกิจและการค้าของประเทศอยู่ในสภาพทรุดหนัก  ประชาชนเดือนร้อนเรื่องค่าครองชีพ  งบประมาณแผ่นดินขาดแคลน  มีการปรับข้าราชการออกจำนวนมาก  เนื่องจากไม่มีงบประมาณจ่ายเงินเดือนข้าราชการ  นับเป็นโอกาสดีที่ได้อาศัยมติมหาชนและข้าราชการที่ถูกขับออกเป็นกำลังเสริมได้ฤกษ์งามยามดี  เมื่อรัชกาลที่ 7 เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่หัวหิน การเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินใน         ปี พ.ศ.  2575  ประสบความสำเร็จ  นับเป็นการปฎิวัติครั้งที่  2  ในประวัติศาสตร์ไทยนับแต่มีการปฏิวัติครั้งแรกเปลี่ยนระบอบปกครองพ่อกับลูกในสมัยสุโขทัยมาเป็นระบอบสมบูรณญาสิทธิราช   ในสมัยอยุธยา  และการปฏิวัติครั้งที่  2  นี้  เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญา-สิทธิราช  (กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย)  มาเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น          ประมุข

ผ่านไป  78 ปีของการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแกนกลาง  เป็นศูนย์อำนาจและศูนย์รวมน้ำใจของชนชาวไทยทั้งชาติภายใต้รัฐธรรมนูญ  ทำให้ประเทศไทยและแผ่นดินไทยมั่นคงตลอดมาจนวันนี้

ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่มีการปฏิวัติอีกเลย  มีแต่รัฐประหารรวม  20  ครั้ง  บางครั้งผู้ทำรัฐประหารไม่ประสบความสำเร็จ  และกลายเป็นกบฎไป

พวกที่ทำรัฐประหารประสบความสำเร็จได้แก่  1)  พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา  ทำการรัฐประหารเมื่อวันที่  20  มิถุนายน  พ.ศ. 2476  2)  พล.อ.ผิน  ชุณหะวัณ  และคณะนายทหารบก เมื่อวันที่  8  พฤศจิกายน  พ.ศ.  2490  3)  จอมพล  ป.พิบูลสงคราม  เมื่อวันที่  29  พฤศจิกายน  พ.ศ.  2494  4)  จอมพล  สฤษดิ์  ธนะรัชต์ เมื่อวันที่  16  กันยายน  พ.ศ.  2500  5)  จอมพลถนอม  กิตติขจร  เมื่อ  20  ตุลาคม  พ.ศ.  2501  6)  จอมพลถนอม  กิตติขจร  เมื่อ  17 พฤศจิกายน  พ.ศ.  2514  7)  พล.ร.อ.สงัด  ชลออยู่  เมื่อ  20 ตุลาคม  พ.ศ. 2520  8)  พล.อ.สุนทร  คงสมพงษ์  เมื่อ  23  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  2534             9)  พล.อ.สนธิ  บุญยรัตนกลิน  เมื่อ  19  กันยายน  พ.ศ.  2549

สำหรับพวกที่ทำรัฐประหารแล้วไม่ประสบความสำเร็จต้องกลายเป็นกบฏได้แก่ 1) กบฏ        บวรเดช  เมื่อวันที่  11  ตุลาคม พ.ศ. 2476  2)  กบฏนายสิบ  เมื่อวันที่ 3  สิงหาคม  พ.ศ.  2478  3)  กบฏพระยาทรงสุรเดช  เมื่อ  29  มกราคม  พ.ศ.  2482  4)  กบฏแยกดินแดน  เมื่อ  1 ตุลาคม พ.ศ.  2491            5)  กบฏ  23  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  2492  6)  กบฏวังหลวง  เมื่อ  26  กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2492  7)  กบฏ          แมนฮัตตัน  เมื่อ  29  มิถุนายน พ.ศ.  2494   8)  กบฏสินติภาพ  เมื่อ  8  พฤศจิกายน  พ.ศ.  2497                    9)  กบฏ  26  มีนาคม พ.ศ. 2520  10)  กบฏยังเติร์ก  เมื่อ  1 เมษายน  พ.ศ.  2524  และ  11)  กบฏทหารนอกราชการ  เมื่อ 9  กันยายน  พ.ศ.  2528

การทำรัฐประหารจะกระทบรัฐธรรมนูญด้วย  มีการร่างใหม่หรือปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมรวมแล้ว  18 ฉบับ  ได้แก่  1) พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว        พ.ศ.  2475  2)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม  พ.ศ.  2475  3)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2489  4)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว)   พ.ศ.  2490  5)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2492  6) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2475  แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.  2495  7)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2502  8)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2511  9)  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.  2515  10)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2517  11)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2519  12)  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.  2520  13) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2521 14)  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.  2534  15)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2534  16)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2540  17)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549  และ  18)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2550

ลักษณะการเมืองการปกครองไทย  มีการทำรัฐประหารเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหรือปรับปรุงเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ  มีการเลือกตั้ง  จัดตั้งรัฐบาล  เมื่อรัฐบาลมีปัญหาหรือการเมืองถึงทางตัน  จะมีรัฐประหารเกิดขึ้น  และผู้ทำรัฐประหารส่วนมาเป็นทหารบก  บางครั้งเป็นทหารเรือ  ในระยะหลังมักอ้างทุกเหล่าทัพและประชาชน โรงเรียนนายทหารบางโรงเรียนถูกกล่าวขวัญว่าเป็นโรงเรียนนายกรัฐมนตรี  และลือกันเรื่อยมาจนปัจจุบันในทำนองดังกล่าว  สาเหตุของการทำรัฐประหารมักยกเหตุผลต่าง ๆ  มาอ้าง  แต่เหตุผลเบื้องหลังคือ  ต้องการช่วงชิงอำนาจความเป็นใหญ่ในรัฐบาล  เมื่อเข้ามามีอำนาจแล้ว มักมีปัญหาธรรมาภิบาล มีการทุจริตคอรัปชั่นเองทั้งๆที่ได้กล่าวหารัฐบาลชุดก่อนไว้ ปรากฏการณ์ทางการเมืองของไทยดังกล่าว  บางคนเรียกว่า  วงจรอุบาทว์ มีรัฐบาลทหารจากการทำรัฐประหารสลับกับรัฐบาลจากการเลือกตั้ง นับเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมทางเมืองที่สำคัญประการหนึ่งของไทย

เมื่อมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งครั้งใด  มักมีการพูดกันเสมอว่า  ทหารเป็นทหารอาชีพ  และการทำรัฐประหารเป็นเรื่องล้าสมัย  นักการเมืองบางคนมองรัฐประหารเป็นสิ่งเลวร้ายทำให้ประเทศชาติล้าหลัง  บางคนมีทัศนะตรงข้ามว่า  การทำรัฐประหารเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดีเมื่อการเมืองถึงทางตัน รับประหารจึงคล้ายดาบสองคม

รัฐประหารเกิดขึ้นหลายครั้งในประเทศไทย  และเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อ  19  กันยายน  พ.ศ.  2549  นับแต่การทำรัฐประหารครั้งก่อนเมื่อปี พ.ศ.  2534  โดย  พล.อ.สุนทร  คงสมพงษ์  เป็นเวลานานราว  15  ปี  ใครหลายคนคิดว่ารัฐประหารคงไม่มีอีกแล้ว  แต่ก็ปรากฏอีก  และอาจมีครั้ง ๆ ต่อไป  หากไม่มีแนวทางที่ดีในการหยุดรัฐประหารและสิ่งแวดล้อมการเมืองไทยคงอยู่ในวังวนของบริบททางสังคม การเมือง การปกครองเช่นนี้ต่อไป คงไม่มีใครกล้าให้หลักประกันได้ว่ารัฐประหารในประเทศไทยจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต เพราะเป็นหนทางหนึ่งที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่จะได้ขยับเป็นนายกรัฐมนตรีในบั้นปลายชีวิต โชคดีของประเทศไทยที่ไม่มีใครคิดจะล้มราชบัลลังก์เพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ มีเฉพาะในสมัยที่เป็นประเทศสยามและยุคก่อนหน้านั้น ความหวังสูงสุดของชีวิตทหารและนักการเมืองไทยหลัง พ.ศ. 2475 อยู่แค่ระดับนายกรัฐมนตรีเท่านั้น การรัฐประหารแต่ละครั้งจึงไม่ส่งผลกระทบต่อสถาบันเบื้องสูง

ปัจจุบันชาวโลกไม่ยอมรับการทำรัฐประหาร การล้มล้างรัฐบาลเพื่อช่วงชิงอำนาจด้วยกำลังอาวุธถือว่าเป็นเผด็จการ ไม่ใช่วิถีทางของระบอบประชาธิปไตย และมักจัดกลุ่มประเทศที่มีการทำรัฐประหารเข้าในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนามายาวนานนับแต่ประวัติศาสตร์ พัฒนาประเทศด้วยแผนพัฒนาฉบับละ5 ปี จนจะสิ้นแผนพัฒนาฉบับที่ 10 ในไม่นานนี้แล้ว ก็ยังไม่มีเค้าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ และคงไม่มีไปอีกนานแสนนานตราบเท่าที่ยังมีการทำรัฐประหารกันเนืองๆทำให้ประเทศล้าหลัง การทำรัฐประหารจึงเสมือนตัวชี้วัดการพัฒนาประเทศประการหนึ่ง

กลุ่มเสื้อแดงมีนโยบายต่อต้านการทำรัฐประหาร แต่รัฐบาลกลับมองคล้ายว่าคนกลุ่มนี้เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล ตรงข้ามรัฐบาลน่าจะสนับสนุนกลุ่มนี้ เนื่องจากช่วยป้องกันไม่ให้รัฐบาลถูกยึดอำนาจจากการทำรัฐประหาร พวกเสื้อแดงจึงทำเพื่อรัฐบาลส่วนหนึ่งด้วย

การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มต่างๆที่อ้างว่ารักในหลวง ชุมนุมโดยสันติอหิงสา ปราศจากอาวุธ    การชุมนุมในลักษณะดังกล่าวคงไม่มีทางป้องกันการทำรัฐประหารได้  กลุ่มคนทำรัฐประหารไม่ใช่คนไม่มีสติปัญญา แถมยังมีแรงสนับสนุนที่สำคัญซึ่งมักไม่เปิดเผยด้วย ไม่มีทางที่ประชาชนจะต้านแสนยานุภาพของกองทัพได้ อย่าคิดว่าท่านมหาตมคานทีสามารถทำได้ในอินเดีย จะนำมาทำบ้างในไทยคงไม่สำเร็จเนื่องจากคู่ต่อสู้เป็นคนละคู่และบริบทของสังคมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แกนนำผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆทำไปเพื่ออะไร หรือเป็นธุรกิจการเมือง ทีสามารถหารายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และหากฝ่ายตนได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็อาจได้ตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลเป็นผลพวงด้วย ที่อ้างว่าทำเพื่อประชาธิปไตย จริงใจเพียงไร หรือเป็นเพียงหนทางก้าวสู่อำนาจของตนและพรรคพวกกันแน่ อย่าทำตัวเป็นคนปากกับใจไม่ตรงกันเลย มีคนจำนวนหนึ่งเขารู้ทัน

การเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างอังกฤษ และญี่ปุ่น  ทำให้ประเทศเขาก้าวหน้า  ทำไมมีแบบอย่างที่ดีให้เลียนแบบจึงไม่พยายามเลียนแบบมาใช้ และยังคงย่ำอยู่กับที่เช่นนี้  บุคคลจำนวนมากยินดีที่จะมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบไทยๆต่อไป คนพวกนี้คงยึดความเชื่อทีว่าสังคมไทยมีบริบทที่แตกต่างไปจากชาติอื่น และไม่พยายามที่จะพัฒนาสังคมไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมสังคมที่พัฒนาแล้วแต่อย่างไร ยังคงเชื่อว่าประชาธิปไตยแบบไทยจะเหมาะสมกับประเทศไทยมากกว่าการเลียนแบบประชาธิปไตยจากประเทศอื่น หลายคนยังเห็นแย้งกับองค์การสหประชาชาติที่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งเสมือนสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย เนื่องจากการเลือกตั้งในประเทศไทยครั้งอดีตที่ผ่านมักขาดธรรมาภิบาล นักการเมืองจำนวนมากถูกตราหน้าเป็นคนโกงและสกปรก หรือโจรใส่เสื้อนอก นักวิชาการหลายคนโยนความผิดให้ประชาชนที่เลือกโจรเหล่านั้นเข้ามาเป็นผู้แทนของเขา นักวิชาการการศึกษาบางคนเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยพัฒนาคน ส่งผลให้การเมืองการปกครองของไทยดีขึ้น แต่ต้องพบว่าความรู้ไม่ได้คู่กับคุณธรรม   มีปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งว่ายิ่งเก่งยิ่งโกง  ในที่สุดสังคมไทยก็ย่ำอยู่กับที่ บางคนเห็นว่าประเทศถอยหลังด้วยซ้ำไป ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงมีการพัฒนาทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ การโกงกินกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถรับได้  นักการเมืองจะเล่นการเมืองกันอย่างไรก็ตาม อย่าให้สถาบันหลัก ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ต้องกระทบกระเทือนจนเสียหายก็แล้วกัน ขอให้ธงชาติไทยยังคงมีสามสีเช่นเดิม ถ้าเล่นกันจนสถาบันหลักต้องเสียหาย เชื่อว่าประชาชนจำนวนมากไม่สามารถรับได้

นักวิชาการบางคนคาดหวังในความกล้าหาญของตุลาการที่จะตัดสินว่าการทำรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การออกกฎหมายที่ผู้ทำรัฐประหารสำเร็จนิรโทษกรรมตนเองเป็นโมฆะ ความคาดหวังเหล่านั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากก่อนหน้านั้นก็ทำกันมาอย่างนั้นหลายครั้งจนกลายเป็นสิ่งที่สังคมให้การยอมรับไปเสียแล้ว และที่สำคัญกฎหมายนิรโทษกรรมตนเองที่ผู้ชนะยึดอำนาจได้ประกาศใช้ ใครจะกล้าไปแย้งในช่างเวลาเช่นนั้น

พิจารณาแล้วเชื่อว่าไม่มีใครให้การประกันได้ว่า รัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก อะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้าผู้นำรัฐบาลมีจุดอ่อนที่เอื้อต่อการถูกล้มล้างได้ เปรียบเสมือนวงการยุทธจักร ที่คอยล้มกันล่ำไป

เนื่องจากการทำรัฐประหารมีความเสี่ยง ผู้ทำต้องมีการวางแผนอย่างดีและมั่นใจว่าทำแล้วต้องสำเร็จ หากพลาดต้องกลายเป็นกบฏโทษถึงตาย ยุคหลังมีการตั้งคำถามว่า ถ้าหัวหน้าคณะรัฐประหารปฏิบัติการสำเร็จแล้วตนเองไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ยังจะมีใครประสงค์จะรับเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารหรือไม่ เชื่อว่าคงมีเนื่องจากมีตัวอย่างปรากฏแล้ว ถ้าเช่นนั้นยิ่งยากที่จะให้หลักประกันว่าการรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก

 

บุญจง ขาวสิทธิวงษ์

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ตัวบ่งชี้ความเป็นคนดีและคนชั่วในพุทธศาสนา

ตัวบ่งชี้ความเป็นคนดีและคนชั่วในพุทธศาสนา

18/8/2551 9:54:14

 

ตัวบ่งชี้ความเป็นคนดีและคนชั่วในพุทธศาสนา

ตัวบ่งชี้ความเป็นคนดี

พระพุทธเจ้าได้พระราชทานมลคล 38 ประการเพื่อเป็นหลักปฎิบัติของคนดี เชื่อว่าไม่มีคน

ใดนหนึ่งมีมงคล 38 ประการครบถ้วน เพียงมีมงคลใดประการหนึ่งเด่นชัดเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนหรือชุมชน

ก็เรียกว่า เป็นคนดีเรื่องเฉพาะนั้นๆ เช่น มีกตัญญูกตเวที เป็นยอด ก็เรียกว่าเป็นคนดีมีความกตัญญูกตเวที

มงคล 38 ประการ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ความเป็นคนดี ประกอบด้วย

1. อย่าคบคนพาล                                                                 20.งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา

2.คบสมาคมด้วยบัณฑิต                                                      21.เป็นผู้ไม่ประมาท

3.บูชาคนที่ควรบูชา                                                            23.มีสัมมาคาราวะ

4.อยู่ในปฎิรูปเทศหรือสถานที่อันควร                            24.เป็นคนสันโดษ

5.สะสมความดีไว้ก่อน                                                        25.มีความกตัญญู

6.ตั้งตนไว้ชอบ                                                                    26.การฟังธรรมตามกาล

7.พาหุสัจจะหรือคงแก่เรียน                                              27.มีความอดทน

8.เชี่ยวชาญในศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่ง                       28.มีความสงบเสงี่ยม

9.เป็นผู้มีระเบียบวินัย                                                         29.การได้เห็นสมณะ

10.เป็นผู้พูดด้วยวาจาสุภาษิต                                            30.การสนทนาธรรมตามกาล

11.บำรุงบิดามารดา                                                             31.มีความเพียรเผากิเลส

12.สงเคราะห์บุตร                                                               32.การประพฤติพรหมจรรย์

13.สงเคราะห์ภรรยา                                                           33.การเห็นแจ้งในอริยสัจ 4

14.อย่าทำงานให้คั่งค้าง                                                     34.การทำนิพพานให้แจ้ง

15.การให้ทาน                                                                     35.เป็นผู้ไม่หวั่นด้วยโลกธรรม

16.การประพฤติธรรม                                                         36.เป็นผู้มีจิตไม่โศกเศร้า

17.การสงเคราะห์ญาติ                                                       37.ไม่มีกิเลสในใจ

18.การประกอบกิจที่ไม่มีโทษ                                           38.มีจิตสงบจากเครื่องร้อยรัด

19.การงดเว้นจากบาป

ตัวบ่งชี้ความเป็นคนชั่ว

ในพระสูตรว่าด้วยเรื่องความเลวของคน หรือว่าด้วยคนชั่วคนถ่อยพระพุทธจ้ำด้กำหนดตัวบ่งชี้ ความเป็นคนชั่วคนถ่อยมีดังนี้

1. เป็นคนมักโกรธ

2. ลบหลู่บุญคุณท่าน

3. เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

4. เป็นคนมีมารยา

5. เบีบดเบียนคนหรือสัตว์ทุกประเภท

6. ขี้ลัก ขี้ขโมย

7. คนตะพักหนี้สิน

8. จี้ปล้นคนเดินทาง

9. เป็นพยานเท็จในศาล

10. ข่มขืนลูกเมียคนอื่น

11. คนไม่เลี้ยงดูพ่อแม่ตามควร

12. ทุบตีบุตร ภรรยา และญาติ

13. คนที่เมื่อเขาถามเรื่องที่มีประโยชน์ แต่กลับตอบในสิ่งไม่เป็นประโยชน์

14. ทำชั่วแล้วปกปิดความชั่วของตนไว้

15. เคยรับเลี้ยงจากผู้อื่น แล้วไม่เลี้ยงตอบตามควร

16. คนหลอกลวง สมณะ ชีพราหมณ์

17. คนกล่าวหาติเตียนอริยสงฆ์

18. อวดในสิ่งที่ไม่มีในตน

19. ยกตนข่มท่าน

20. คนหน้าด้าน

21. คนติเตียนพระรัตนตรัย

22. คนมิได้เป็นอรหันต์แต่ประกาศตนว่าเป็นอรหันต์

ลองดูตัวเองด้วยตัวบ่งชี้เหล่านั้นว่า ตนมีลักษณะเป็นคนดีประการใดบ้างและเป็นคนชั่วประการใดบ้าง ทำอย่างไรจะได้ลดความชั่วและเพิ่มพูลความดี

 

 

บุญจง ขาวสิทธิวงษ์

 

 

* แหล่งที่มา : ปัญญานันทภิกขุ ,2517,คำบรรยายวิชาพุทธศาสน์ วัดชลประทานรังสฤษภ์ นนทบุรี

 

 

 

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ผลิตน้ำสกัดชีวภาพเชิงพาณิชย์เพื่อเป็นปุ๋ยหรือสารป้องกัน / กำจัดศัตรูพืชอาจะละเมิดกฏหมายได้

ผลิตน้ำสกัดชีวภาพเชิงพาณิชย์เพื่อเป็นปุ๋ยหรือสารป้องกัน / กำจัดศัตรูพืชอาจะละเมิดกฏหมายได้

21/10/2550 14:27:22

 

ผลิตน้ำสกัดชีวภาพเชิงพาณิชย์เพื่อเป็นปุ๋ยหรือสารป้องกัน / กำจัดศัตรูพืชอาจะละเมิดกฏหมายได้

น้ำสกัดชีวภาพ คือ สารละลายเข้มข้น หรือ ของเหลวสีน้ำตาลที่ได้จากการย่อยสลายของเศษวัสดุเหลือใช้ จากส่วนต่างๆของพืชและสัตว์ ผ่านกระบวนการหมัก ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน โดยมีจุลินทรีย์จากธรรมชาติทำหน้าที่ย่อยสลายเศษพืชหรือสัตว์เหล่านั้น นำเศษพืชหรือสัตว์มาทำการหมักกับน้ำตาลทรายแดง ในอัตราส่วน สามต่อหนึ่งส่วนในน้ำสกัดชีวภาพจากพืช และในอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่งในน้ำสกัดชีวภาพจากสัตว์ นอกจากนั้นในขั้นตอนการหมักอาจมีการเติมสารบางชนิดเพื่อเร่งกระบวนการหมักให้เร็วขึ้น

น้ำสกัดชีวภาพมีประโยชน์หลายประการ เช่น ใช้ในการอนุรักษ์คุณภาพดินให้ดินมีคุณภาพเหมาะแก่การเพาะปลูกมากขึ้น ใช้ดับกลิ่นคอกสัตว์หรือกองมูลฝอยและใช้ทดแทนยาปรับศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี

วัสดุที่นำมาทำน้ำสกัดชีวภาพบางชนิดเป็นสมุนไพร เช่น หางไหลขาว หางไหลแดง ยาสูบ เถาบอระเพ็ด สาบเสือ ข่าแก่ ตะไคร้หอม พริก กระชาย ใบผกากรอง ใบดาวเรือง สเดาทั้งใบและผล  และ หนอนตายหยาก เป็นต้น นำสกัดชีวภาพจากสมุนไพรส่วนใหญ่ผลิตเพื่อใช้ในการป้องกันศัตรูพืช น้ำสกัดชีวภาพหลายชนิด ใช้ประโยชน์อื่นๆโดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม มักใช้ในการอนุรักษ์ดินและเป็นปุ๋ยของพืช

น้ำสกัดชีวภาพจะมีธาตุอาหารสำหรับพืชในปริมาณมากบ้างน้อยบ้างแต่ส่วนใหญ่จะมีธาตุอาหาร ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม ครบทั้งสามชนิด รวมทั้งยังมีธาตุอื่นเช่น แคลเซียม และ แมกนีเซียมด้วย น้ำสกัดชีวภาพจากปลาและหอยเชอร์รี่ จะให้ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูงกว่าน้ำสกัดชีวภาพจากพืช แต่น้ำสกัดชีวภาพจากพืชจะมีปริมาณธาตุอาหาร โปตัสเซียม มากกว่าน้ำสกัดชีวภาพจากปลาและหอยเชอร์รี่

น้ำสกัดชีวภาพจากพืชนิยมกันมาก มักเป็นน้ำสกัดชีวภาพที่ใช้พืชหาง่ายไม่ต้องซื้อ เช่น ผักบุ้งที่ขึ้นตามบริเวณทั่วไปทั้งบนบกและในน้ำ หรือเปลือกสับปะรด เป็นต้น

น้ำสกัดชีวภาพจากผักบุ้ง เคยทำเองใช้ในครัวเรือนแทนสารเคมีล้างห้องน้ำและทำความสะอาดพื้น เริ่มจากการไปเก็บผักบุ้งที่ชาวบ้านกินกับส้มตำมีขึ้นอยู่ทั่วไป มาหมักกับน้ำตาลทรายแดง อัตราส่วนผักบุ้งสามส่วนต่อน้ำตาลทรายแดงหนึ่งส่วน โดยน้ำหนัก เติมน้ำให้ท่วมผักบุ้ง ปิดโถหมักทำจากเครื่องเคลือบดินเผาให้สนิท เก็บไว้ในที่มืด 15 วัน เปิดโถออกจะได้กลิ่นหอม น้ำสกัดชีวภาพเข้มข้นมีสีน้ำตาลมีฟองคล้ายเบียร์ ใส่ขวดน้ำอัดลมเปล่าไว้ใช้ กากผักบุ้งที่กรองออกมาลองชิมดูมีรสชาติดีคล้ายผักดอง น่าจะกินได้แต่ไม่นิยมกิน น้ำสกัดจากผักบุ้งน่าจะเป็นอาหารเสริมช่วยบำรุงสายตาได้แต่ยังไม่เคยทดลอง เนื่องจากจุดประสงค์มิได้ตั้งใจผลิตขึ้นเพื่อการนั้น ตั้งใจจะใช้แทนน้ำยาเคมีล้างห้องน้ำและทำความสะอาดพื้นเท่านั้น

นำน้ำสกัดชีวภาพจากผักบุ้งเข้มข้นผสมน้ำเปล่าหนึ่งต่อห้าสิบเท่าชุบไม้ถูพื้น บิดให้แห้งหมาด นำไปถูพื้นห้องน้ำและพื้นบ้าน ใช้เพียงสัปดาห์เดียวจะสังเหตได้ว่า มดที่ชอบเดินตามพื้นจะน้อยจากเดิมมาก ยุงในบ้านก็จะน้อยลงอย่างสังเกตได้ด้วย ยังไม่เคยมีการทดลองเชิงวิทยาศาสตร์ดูเองสักครั้งว่าช่วยลดจำนวนยุงหรือมดได้มากน้อยเพียงไร

น้ำสกัดชีวภาพจากผักบุ้งจะมีฟองน้อยลงตามลำดับถ้าเก็บไว้นานขึ้น หลังจากที่ใส่ขวดราวเดือนครึ่ง จะหมดฟองแล้ว และจะใช้ได้ผลดีไม่เท่าของที่ผลิตใหม่ๆ ข้อเสียอีกประการหนึ่งคือ สมาชิกในครอบครัวไม่ชอบกลิ่นน้ำสกัดชีวภาพจากผักบุ้ง

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ใดคิดจะทำน้ำสกัดชีวภาพเชิงพาณิชย์โดยระบุที่ฉลากว่าสามารถใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช หรือเป็นปุ๋ยต้องศึกษากฎหมายให้เข้าใจชัดเจนก่อน มิฉะนั้นอาจละเมิดกฎหมายได้ หากลำพังทำเล็กน้อยไว้ใช้เองในครัวเรือนคงไม่มีปัญหากฎหมายแต่อย่างใด

กฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ.2549) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 กำหนดให้โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับปุ๋ยหรือสารป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืชหรือสัตว์ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังต่อไปนี้

(1) การทำปุ๋ยหรือสารป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืชหรือสัตว์

(2) การเก็บรักษาหรือแบ่งบรรจุปุ๋ย หรือสารป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืชหรือสัตว์

โรงงานทั้งสองประเภทดังกล่าวทุกขนาดจัดเป็นโรงงานจำพวกที่สามต้องของอนุญาตตั้งโรงงานและขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานก่อนจึงจะประกอบกิจการได้

ดังนั้นการทำน้ำสกัดชีวภาพเชิงพาณิชย์เพื่อเป็นปุ๋ยหือสารป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืชหรือสัตว์อาจะเข้าข่าย ถ้าขอแนะนำหารือเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดหรือเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมในรายละเอียดก่อนก็จะรอบคอบ ป้องกันการละเมิดกฎหมายโดยไม่รู้กฎหมาย

 

 

 

 

 

บุญจง ขาวสิทธิวงษ์

 

Posted in Uncategorized | Leave a comment

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ : ประชาชนยอมรับได้ไหม

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ : ประชาชนยอมรับได้ไหม

21/10/2550 17:59:59

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ : ประชาชนยอมรับได้ไหม

หลายปีก่อนได้มีผู้เสนอจะทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย เลือกทำเลสถานที่ไว้ที่อ่าวไผ่ จังหวัดชลบุรี แต่ไม่ได้สร้างเนื่องจากไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน สาเหตุที่ประชาชนไม่สนับสนุน เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ก่อนหน้านั้นมีข่าวโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เชอโนเบิล ของรัสเซีย ประสบอุบัติภัยและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ ทรีไมล์ไอส์แลนด์ ของสหรัฐอเมริกา ก็ประสบอุบัติภัยเช่นกัน ความกลัวอันตรายของนิวเคลียร์สะสมในหมู่ชาวไทยมานานนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสหรัฐอเมริกาถล่มญี่ปุ่นด้วยระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลูก ที่นางาซากิ ลูกหนึ่งและ ที่ฮิโรชิม่า อีกลูกหนึ่ง จนญี่ปุ่นต้องยกธงสงบศึกและเซ็นสัญญาสันติภาพกับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร

ในปัจจุบันถ้าจะทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีก ประชาชนจะยอมรับได้หรือไม่ ในเมื่อเวียตนามและอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศใกล้บ้านเขามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กันแล้ว ประกอบกับเทคโนโลยี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยุคใหม่มีความเชื่อถือได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ หลายคนเป็นห่วงว่า ข้อเสนอใหม่ของรัฐบาลในการอนุมัติให้จัดทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 2 โรงๆละ 2000 เมกกะวัตต์ รวมทั้งสิ้น 4000 เมกกะวัตต์ จะถูกประชาชนและเอ็นจีโอต่อต้านอีกจนไม่สามารถสร้างได้

ถ้าดูจำนวนการใช้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในโลกปัจจุบันจะเห็นว่า ประเทศพัฒนาทั้งหลายต่างก็ให้การยอมรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บางประเทศมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นับสิบโรง ในเอเชียไม่ว่า จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ล้วนแต่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใช้กันทั้งนั้น ถ้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ดี ไม่เป็นประโยชน์คุ้มค่า ประเทศเหล่านั้นคงไม่ปล่อยให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผุดขึ้นหลายแห่งในบ้านเมืองเขาเป็นแน่

พิจารณาสถานการณ์ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าของไทยที่เพิ่มขึ้นในอัตราปีละ 5-10 เปอร์เซ็นต์ และการผลิตไฟฟ้าเพื่อสนองความต้องการพลังงานไฟฟ้าได้ใช้ทุกวิธีการแล้ว แม้กระทั่งการพึ่งพิงก๊าซจากเมียนม่าเพื่อผลิตไฟฟ้า พึ่งพิงไฟฟ้าจากเขื่อนในประเทศลาวและพึ่งพิงน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าและการคมนาคมจากต่างประเทศ จนภาครัฐไม่ทราบจะมีรูปแบบวิธีผลิตพลังงานด้วยวิธีใดอีก นอกจากพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งรัฐอ้างว่าช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อนและเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยสูงรวมทั้งต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำมากและเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกอีกประการหนึ่ง

ในปีพ.ศ. 2550 เป็นช่วงเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเงินบาทแข็งค่า พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้เหลือใช้ประมาณ 8000 เมกกะวัตต์ แต่ที่คิดจะทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เผื่อไว้สำหรับอนาคต การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ค้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้ใช้ไฟฟ้า และภาครัฐยังเชื่อว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตจะสูงขึ้นทุกปี จากการคาดการณ์ด้วยข้อมูลในอดีตที่ผ่านมาและวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคต การคาดการณ์อาจจะตรงตามจริงหรือ ไม่ทราบเพราะเรื่องอนาคตยังมาไม่ถึง

การที่องค์การสหประชาชาติจัดให้มีข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่องโลกร้อน อาจเป็นกลวิธีส่งเสริมการขายเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็อาจเป็นได้ โดยมีประเทศผู้ขายเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่เบื้องหลัง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แม้จะปลอดมลพิษทางอากาศ แต่สร้างปัญหามลพิษทางน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งความร้อนจากระบบหล่อเย็น โดยธรรมชาติของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้น้ำหล่อเย็นจำนวนมาก แบะความร้อนในน้ำหล่อเย็นที่ระบายลงแหล่งน้ำอาจเป็นอันตรายต่อการวางไข่ของสัตว์น้ำและการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำวัยอ่อน วันข้างหน้าประชาชนอาจต้องบริโภคสัตว์น้ำในราคาแพง เพราะต้องสั่งนำเข้าจากประเทศอื่น นอกจากปัญหามลพิษทางน้ำแล้ว ปัญหากากนิวเคลียร์ในอนาคตจะมีผลต่อคนรุ่นลูกรุ่นหลานด้วย กากนิวเคลียร์เป็นของเสียอันตราย จะเป็นภาระกับคนรุ่นต่อไป การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ต้องไม่สร้างภาระและเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตของคนรุ่นต่อไป โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แต่ละโรงจะมีอายุใช้งานราว 60 ปี ดังนั้นอาจต้องเป็นภาระของคนรุ่นต่อไปหลังจากปิดโรงงานแล้ว เพราะครึ่งชีวิตของสารกัมมันตรังสี แตกตัวหลายชนิดมีอายุยืนยาวนานมาก บางชนิดยาวกว่า 100 ปีก็มี ต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับดูแลโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ไม่ได้ใช้แล้วทั้งๆที่ไม่ได้ผลผลิตเลย

เรื่องความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็เป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นที่มีผลต่อการยอมรับหรือไม่ของประชาชนทั้งด้านเทคโนโลยีและทำเลสถานที่ตั้ง

เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นประเด็นสงสัยว่าจะซื้อเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศใด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น รัสเซีย หรือ เกาหลีใต้ เทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของแต่ละประเทศอาจใช้ได้ดีไม่เท่ากัน แม้จะมีคุณสมบัติหรือลักษณะคล้ายกันก็ตาม อีกประการหนึ่ง ความเชื่อถือได้ของเทคโนโลยีมิได้ขึ้นอยู่กับตัวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยความเชื่อถือได้ของคนที่ทำงานกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วย นับแต่ก่อสร้างจนถึงการดำเนินการผลิตไฟฟ้าออกแจกจ่าย ความเชื่อถือได้ของคนไทยเทียบได้หรือไม่กับคนอเมริกัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศสและเยอรมัน คนไทยมีความรอบคอบ ความรับผิดชอบและความระมัดระวังในการทำงานดีเพียงไร ถ้าคนเราดีไม่เท่าเขา ความเชื่อถือได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งระบบย่อมต่ำกว่าเขา นั่นย่อมส่งผลถึงระดับความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยด้วย

ส่วนเรื่องทำเลที่ตั้งก็เป็นประเด็นสำคัญ ต้องเลือกทำเลที่มีพื้นที่ติดกับทะเล ห่างไกลชุมชนแต่มีบริการพื้นฐานดีและครบถ้วนและที่สำคัญพื้นที่นั้นต้องไม่เคยมีประวัติการเกิดแผ่นดินไหวมาก่อนเลย สำหรับพื้นที่ดังกล่าว คงไม่ใช่ชายฝั่งแถบอันดามัน ที่มีปัญหาแผ่นดินไหวบ่อย ฉะนั้นคงเป็นชายฝั่งทะเลแถบอ่าวไทยบริเวณภาคกลาง หรือ ภาคตะวันออก บริเวณใดจะเหมาะสมต้องใช้เวลาศึกษากันอย่างละเอียดรอบคอบ บางคนเสนอให้ไปตั้งชายทะเลจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาสและสงขลา บางคนเสนอให้ไปตั้งที่เกาะใดเกาะหนึ่ง ที่มีปัญหาอุบัติภัยแล้วไม่กระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่บนภาคพื้นทวีป

ประเด็นสำคัญโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ ถ้ายึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต้องพิจารณาว่าต้องพึ่งตนเองได้ และพิจารณาตนเองไม่มองว่าคนอื่นมีเราจะต้องมีเช่นเขา ไม่เช่นนั้นน้อยหน้าเขา มาเลเซียและสิงคโปร์อยู่ใกล้อินโดนีเซียมากกว่าประเทศไทย ไม่พบเห็นเขาแสดงว่าต้องการมีโรงฟ้านิวเคลียร์ตามอินโดนีเซียแต่อย่างใด ในประเด็นการพึ่งตนเอง ประเทศไทยไม่มีทรัพยากรสารกัมมันตรังสี ที่จะนำมาใช้เป็นเชื่อเพลิงในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ต้องพึ่งพาซื้อจากประเทศอื่นที่เขามีและยินดีขายให้ แต่เชื้อเพลิงประเภทนี้ไม่ต้องซื้อบ่อยเหมือนถ่านหินหรือน้ำมัน ซื้อครั้งเดียวใช้ไปได้นานเกือบตลอดชีวิตของโรงไฟฟ้าทีเดียว นอกจากต้องพึ่งพิงด้านเชื้อเพลิงแล้วยังต้องพึ่งพิงทางเทคโนโลยีด้วย ต้องมีการตรวจรับรองจากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เมื่อต้องซ่อมคงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาช่วยซ่อมให้ด้วยเช่นกัน

ประเด็นที่กล่าวมาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและความสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลและองค์กรที่รับผิดชอบโดยตรงต้องทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อการยอมรับหรือไม่รับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่รัฐบาลอนุมัติจัดสร้างขึ้น ก่อนอนุมัติรัฐบาลน่าจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อน อนุมัติไปแล้วจะแก้ไขได้ก็เห็นต้องรอรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร ตราบใดที่ประชาชนยังไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจน การรณรงค์ต่อต้านอย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตอาจจะเกิดขึ้นอีกได้

 

 

 

บุญจง ขาวสิทธิวงษ์

 

Posted in Uncategorized | Leave a comment

กล่าวโทษแคลเซี่ยม

กล่าวโทษแคลเซี่ยม

7/4/2551 10:21:32

 

 

กล่าวโทษแคลเซี่ยม

แคลเซี่ยมเป็นธาตุที่จำเป็นแก่ร่างกายเนื่องจากทำหน้าที่หลายประการ เช่น การสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง ช่วยให้เลือดแข็งตัว มีความสำคัญต่อกล้ามเนื้อและอื่นๆ คนทั่วไปคิดว่ากระดูกเป็นของแข็ง แต่ความจริงกระดูกมีการเปลี่ยนแปลงได้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างช้าๆ จนบางคนไม่สามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงและเข้าใจผิดๆ แคลเซี่ยมสามารถเข้าไปเสริมกระดูกและออกจากกระดูกได้

แคลเซี่ยมเป็นสารอาหาร บางคนใช้แคลเซี่ยมเป็นอาหารเสริม ในการสร้างเสริมกระดูกและฟันรวมทั้งเหงือกที่แข็งแรง ช่วงทำให้เลือดแข็งตัว ล่าสุดเชื่อว่าแคลเซี่ยมช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย นอกจากนี้ยังช่วยให้นอนหลับสบาย ช่วยทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ ระบบประสาททำงานอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดปริมาณโคเลสตอรอล ทำให้กล้ามเนื้อเติบโต ป้องกันกล้ามเนื้อชาและเป็นเหน็บ ช่วยจัดเรียงโปรตีนในดีเอ็นเอ และ อาร์เอ็นเอ วยลดความอ้วนด้วยการสลายไขมัน ทำให้ผนังเซลล์มีการดูดซึมได้ตามปกติ ช่วยจับสารตะกั่วที่เข้าสู่ร่างกายมิให้ดูดซึม เข้าสู้กระดูกและยังช่วยให้ผิวหนังมีสุขภาพดี

ถ้าร่างกายขาดแคลเซี่ยมเป็นเวลานาน จะก่อให้เกิดโรคกระดูกเปราะ และร่างกายสูญเสียแคลเซี่ยมอย่างรวดเร็วในช่วงที่มีประจำเดือน เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและมะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการที่สังเกตได้เมื่อร่างกายขาดแคลเซี่ยมคือ การปวดไขข้อ ผิวหนังปรากฏสิวมาก มีปริมาณโคเลวเตอรอลในเลือดสูงขึ้น การเต้นของหัวใจผิดปกติ เล็บเปราะ ความดันโลหิตสูง และมีอาการง่วงเหงาหาวนอน ปวดกล้ามเนื้อ ตื่นเต้นง่าย ชาตามแขนและขา ปวดข้อนิ้วมือและนิ้วเท้า ซึมเศร้าและอาการประสาทหลอน

แคลเซี่ยมมีคุณอนันต์ แต่ก็มีโทษเช่นกัน ถ้ากินเข้าไปมากเกินไป แคลเซี่ยมรวมตัวกับแมกนีเซี่ยม ทำให้เกิดนิ่วในไตได้ นอกจากนี้แคลเซี่ยมส่วนเกินจะไปสะสมตามเคลือบตามข้อกระดูก และอาจทำให้เกิดอาหารแคลเซี่ยมส่วนเกินกดทับเส้นประสาทได้ ดังนั้น การใช้แคลเซี่ยมเป็นอาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ก่อน อย่างไรก็ตาม แพทย์ยังถกเถียงกันถึงความไม่ชัดเจนของประโยชน์ของแคลเซียมทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบจะเชื่อหมอคนไหนดี

ผมเคยมีประสบการณ์ดังกล่าว แพทย์ประจำตัวอนุญาตให้รับประทานแคลเซี่ยมเป็นอาหารเสริม เนื่องจากอายุมากแล้ว และมีโรคความดันที่ต้องกินยาควบคุมเป็นประจำ  แต่ต่อมาวันหนึ่งเกิดอาการปวดเมื่อยตั้งแต่ต้นคอไปยังสบัก แขน และปลายนิ้ว ของมือด้านซ้ายข้างเดียว ไปพบแพทย์กระดูกและกล้ามเนื้อ แพทย์ส่งตัวไปเอ็กซ์เรย์กระดูกคอ ในภาพถ่ายเอ็กซ์เรย์ แพทย์ได้ชี้ให้เห็นแคลเซี่ยมสะสมที่ข้อกระดูกคอและอาจไปกดเส้นประสาทคอบางเส้น ทำให้เกิดอาการปวดและชาที่แขนซ้ายดังกล่าว แพทย์ส่งตัวไปทำกายภาพบำบัดและยืดคอ และให้ยาระงับปวดรับประทาน และแนะนำให้พิจารณาลดการกินแคลเซี่ยมเป็นอาหารเสริม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แนะนำให้ทำกายภาพบำบัด โดยใช้คลื่นเสียงและการยืดกล้ามเนื้อคอ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เมื่อทำกายภาพบำบัดและยืดกล้ามเนื้อได้ประมาณ 2 สัปดาห์ อาการป่วยก็หายไปกลับเป็นปกติ อาการปวดและชาที่นิ้วมือของแขนซ้ายหายไป ร่างกายกลับสู่ปกติสุข ไม่ต้องกินยาระงับปวดอีก เมื่อทำกายภาพบำบัดได้เพียง 1 สัปดาห์ ประสบการณ์ดังที่เล่ามานี้ นึกกล่าวโทษแคลเซี่ยมที่เป็นสาเหตุ ทั้งๆที่ทราบว่าแคลเซี่ยมมีคุณประโยชน์ แต่สารเคมีทุกอย่าง มีคุณและโทษควบคู่กัน ใช้ดีมีคุณ ใช้ผิดมีโทษ การจะกลับไปกินแคลเซี่ยมอีก ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ แพทย์แนะนำว่าอะไรถ้าไม่จำเป็นอย่างกินเข้าไป นี่แหละประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต

 

 

 

บุญจง ขาวสิทธิวงษ์

 

Posted in Uncategorized | Leave a comment