ใครกล้าประกันว่า รัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก

13 กุมพาพันธ์ 2554

ใครกล้าประกันว่า รัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก

ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองมาเป็นลำดับนับแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ในสมัยสุโขทัยมีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก  และรูปแบบได้เปลี่ยนแปลงเป็นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช  ในสมัยอยุธยาจนถึงปลายสมัยรัชกาลที่  7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเปลี่ยนเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจนปัจจุบัน วัฒนธรรมทางการเมืองและการปกครองจากการเปลี่ยนแปลงในอดีตได้สืบทอดสู่ลูกหลานไทยยุคต่อ ๆ มา

ในสมัยรัชกาลที่  5  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ได้มีการปฏิรูประบบการปกครองครั้งใหญ่          มีการเลิกทาส  ส่งราชวงศ์ไทยไปศึกษาวิชาการในยุโรปจำนวนมาก  และการปฏิรูประบบการปกครองจากระบบสมุหกลาโหม  และสมุหนายก  เป็นการบริหารการปกครองในรูปกระทรวง  ทบวง  กรม  อย่างในปัจจุบัน

ในกาลต่อมา  ราชการได้เปิดโอกาสให้บุตรหลานข้าราชบริพารและประชาชนที่มีฐานะ  สามารถส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในต่างประเทศได้เช่นเดียวกับเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย  และมีการเผยแพร่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนับแต่สมัยรัชกาลที่ 6

ในรัชกาลที่ 7  นักศึกษาไทยที่ศึกษาจากฝรั่งเศส จำนวน  7  คน มีทั้งสายทหารและพลเรือน  ได้นัดประชุมกันที่กรุงปารีสวางแผนเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน  ที่ประชุมครั้งนั้นได้กำหนดหลักการไว้  3  ประการ  ได้แก่  1)  ทำการเปลี่ยนการปกครองให้มีฐานรากประชาธิปไตยแบบอังกฤษคือ  ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข  2)  ยึดอำนาจการปกครองด้วยการปฏิวัติล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช  และ  3)  ร่วมกันบริหารปกครองประเทศชาติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  งดเว้นการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว

เมื่อคณะผู้ก่อการทั้ง  7  คน จบการศึกษาและทยอยกันเดินทางกลับประเทศ  เข้ารับราชการตามตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ แล้ว ก็เริ่มดำเนินการทางการเมือง มีการติดต่อกันในการวางแผนดำเนินการยึดอำนาจ  และได้ติดต่อร่วมคิดกับผู้ที่ยังอยู่ที่กรุงปารีส และสวิตเซอร์แลนด์อีกรวม 15  คน  ซึ่งแต่ละคนได้ติดต่อและรู้จักกันดี  กลุ่มก่อการที่เป็นสายทหารพิจารณาเห็นว่า  เหตุการณ์บ้านเมืองเข้าตามแผนแล้ว  ควรจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้  และมีความพร้อมที่จะดำเนินการ   แม้ผู้ก่อการบางคนจะไม่มีทักษะทางการเมือง  แต่ความรักเพื่อนฝูงเอาอย่างไรเอากัน  และหลายคนมีตำแหน่งสำคัญใช้เป็นกำลังได้

จากการสะสมสมัครพรรคพวกโดยการประสานงานได้ผู้ที่พร้อมร่วมทำการเปลี่ยนแปลง      การปกครอง  จำนวนทั้งสิ้น  98 คน แบ่งเป็นทหารบก  34  คน  ทหารเรือ 19  คน และฝ่ายพลเรือน  45  คน  ฝ่ายพลเรือนมีความแตกแยกกันเป็นหลายสาย  มีแต่ฝ่ายทหารเท่านั้นที่จับตัวกันแน่นเหนียว  ทหาร  4  คน  ยศพันเอก  3  คน  และยศพันโท  1  คน  รวมกันเรียกว่า  สี่ทหารเสือ  ร่วมประชุมหารือกันอย่างใกล้ชิดเรื่อยมา  และได้มีการเรียกประชุมใหญ่ที่วัดแห่งหนึ่งในชานเมืองกรุงเทพฯ  มีทหารสมัครพรรคพวกไปร่วมประชุมกัน  แล้วต่างแยกกันกลับ

เหตุการณ์ในบ้านเมืองยุคนั้นมีความขัดแย้งกันในระดับทหารชั้นผู้ใหญ่เรื่องการปรับปรุงกองทัพ  ฝ่ายหนึ่งจะให้ยุบกองพล  โดยให้หน่วยทหารต่าง ๆ  ไปขึ้นกับผู้บังคับเหล่า  เลิกยศนายพล  และเลิกโรงเรียนเสนาธิการทหาร  แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า  ควรจะละเว้นการดำเนินการใด ๆ                ที่กระทบต่อจิตใจของทหารในกองทัพ  การปรับปรุงกองทัพควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นตามขั้นตอน  ฝ่ายแรกอาวุโสกว่าไม่พอใจที่อีกฝ่ายหนึ่งอ่อนอาวุโสกว่าไม่ยอมรับความคิดของตน             แต่ในภายหลังก็ได้มีการปรับความเข้าใจกันได้  แผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินของผู้ก่อการเกิดรั่วไหล  ตำรวจกองปราบสืบความได้ว่าจะมีการก่อการเปลี่ยนแปลงยึดอำนาจจริง          จึงออกหมายจับผู้ก่อการจำนวน 5  คน เป็นนายทหาร 4  คน  และพลเรือน 1  คน ผู้บัญชาการตำรวจกองปราบในสมัยนั้นไปกราบทูลจอมพลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ  เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย  ให้ลงพระนามเพื่อทำการจับกุมต่อไป  แต่เมื่อพระองค์ทรงเห็นชื่อผู้ถูกออกหมายจับแล้ว  เห็นว่าล้วนแต่เป็นเด็ก ๆ  ไม่มีความหมาย  บางคนพระองค์เห็นมาแต่เกิด  บางคนเคยเรียกมารับใช้อยู่เสมอ  ส่วนคนอื่น ๆ  ก็อยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีความหมายแต่ประการใด  ดังนั้นจึงทรงยับยั้งการออกหมายจับ  เมื่อผู้ก่อการทราบว่าความลับแตก จึงเรียกประชุมปรึกษาวางแผนและกำหนดวัน เวลา ลงมือ  ผลการประชุมได้มอบหมายให้นายทหาร  3  นาย  ยศพันเอก  1  นาย ยศพันตรี  1  นาย  และยศนาวาตรี  1  นาย  เป็นคณะบัญชาการโดยเด็ดขาด

คณะผู้ก่อการฯ  ได้ถือโอกาสอันเหมาะแก่การทำการ  ในขณะที่เศรษฐกิจและการค้าของประเทศอยู่ในสภาพทรุดหนัก  ประชาชนเดือนร้อนเรื่องค่าครองชีพ  งบประมาณแผ่นดินขาดแคลน  มีการปรับข้าราชการออกจำนวนมาก  เนื่องจากไม่มีงบประมาณจ่ายเงินเดือนข้าราชการ  นับเป็นโอกาสดีที่ได้อาศัยมติมหาชนและข้าราชการที่ถูกขับออกเป็นกำลังเสริมได้ฤกษ์งามยามดี  เมื่อรัชกาลที่ 7 เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่หัวหิน การเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินใน         ปี พ.ศ.  2575  ประสบความสำเร็จ  นับเป็นการปฎิวัติครั้งที่  2  ในประวัติศาสตร์ไทยนับแต่มีการปฏิวัติครั้งแรกเปลี่ยนระบอบปกครองพ่อกับลูกในสมัยสุโขทัยมาเป็นระบอบสมบูรณญาสิทธิราช   ในสมัยอยุธยา  และการปฏิวัติครั้งที่  2  นี้  เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญา-สิทธิราช  (กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย)  มาเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น          ประมุข

ผ่านไป  78 ปีของการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแกนกลาง  เป็นศูนย์อำนาจและศูนย์รวมน้ำใจของชนชาวไทยทั้งชาติภายใต้รัฐธรรมนูญ  ทำให้ประเทศไทยและแผ่นดินไทยมั่นคงตลอดมาจนวันนี้

ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่มีการปฏิวัติอีกเลย  มีแต่รัฐประหารรวม  20  ครั้ง  บางครั้งผู้ทำรัฐประหารไม่ประสบความสำเร็จ  และกลายเป็นกบฎไป

พวกที่ทำรัฐประหารประสบความสำเร็จได้แก่  1)  พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา  ทำการรัฐประหารเมื่อวันที่  20  มิถุนายน  พ.ศ. 2476  2)  พล.อ.ผิน  ชุณหะวัณ  และคณะนายทหารบก เมื่อวันที่  8  พฤศจิกายน  พ.ศ.  2490  3)  จอมพล  ป.พิบูลสงคราม  เมื่อวันที่  29  พฤศจิกายน  พ.ศ.  2494  4)  จอมพล  สฤษดิ์  ธนะรัชต์ เมื่อวันที่  16  กันยายน  พ.ศ.  2500  5)  จอมพลถนอม  กิตติขจร  เมื่อ  20  ตุลาคม  พ.ศ.  2501  6)  จอมพลถนอม  กิตติขจร  เมื่อ  17 พฤศจิกายน  พ.ศ.  2514  7)  พล.ร.อ.สงัด  ชลออยู่  เมื่อ  20 ตุลาคม  พ.ศ. 2520  8)  พล.อ.สุนทร  คงสมพงษ์  เมื่อ  23  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  2534             9)  พล.อ.สนธิ  บุญยรัตนกลิน  เมื่อ  19  กันยายน  พ.ศ.  2549

สำหรับพวกที่ทำรัฐประหารแล้วไม่ประสบความสำเร็จต้องกลายเป็นกบฏได้แก่ 1) กบฏ        บวรเดช  เมื่อวันที่  11  ตุลาคม พ.ศ. 2476  2)  กบฏนายสิบ  เมื่อวันที่ 3  สิงหาคม  พ.ศ.  2478  3)  กบฏพระยาทรงสุรเดช  เมื่อ  29  มกราคม  พ.ศ.  2482  4)  กบฏแยกดินแดน  เมื่อ  1 ตุลาคม พ.ศ.  2491            5)  กบฏ  23  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  2492  6)  กบฏวังหลวง  เมื่อ  26  กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2492  7)  กบฏ          แมนฮัตตัน  เมื่อ  29  มิถุนายน พ.ศ.  2494   8)  กบฏสินติภาพ  เมื่อ  8  พฤศจิกายน  พ.ศ.  2497                    9)  กบฏ  26  มีนาคม พ.ศ. 2520  10)  กบฏยังเติร์ก  เมื่อ  1 เมษายน  พ.ศ.  2524  และ  11)  กบฏทหารนอกราชการ  เมื่อ 9  กันยายน  พ.ศ.  2528

การทำรัฐประหารจะกระทบรัฐธรรมนูญด้วย  มีการร่างใหม่หรือปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมรวมแล้ว  18 ฉบับ  ได้แก่  1) พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว        พ.ศ.  2475  2)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม  พ.ศ.  2475  3)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2489  4)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว)   พ.ศ.  2490  5)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2492  6) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2475  แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.  2495  7)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2502  8)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2511  9)  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.  2515  10)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2517  11)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2519  12)  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.  2520  13) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2521 14)  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.  2534  15)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2534  16)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2540  17)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549  และ  18)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2550

ลักษณะการเมืองการปกครองไทย  มีการทำรัฐประหารเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหรือปรับปรุงเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ  มีการเลือกตั้ง  จัดตั้งรัฐบาล  เมื่อรัฐบาลมีปัญหาหรือการเมืองถึงทางตัน  จะมีรัฐประหารเกิดขึ้น  และผู้ทำรัฐประหารส่วนมาเป็นทหารบก  บางครั้งเป็นทหารเรือ  ในระยะหลังมักอ้างทุกเหล่าทัพและประชาชน โรงเรียนนายทหารบางโรงเรียนถูกกล่าวขวัญว่าเป็นโรงเรียนนายกรัฐมนตรี  และลือกันเรื่อยมาจนปัจจุบันในทำนองดังกล่าว  สาเหตุของการทำรัฐประหารมักยกเหตุผลต่าง ๆ  มาอ้าง  แต่เหตุผลเบื้องหลังคือ  ต้องการช่วงชิงอำนาจความเป็นใหญ่ในรัฐบาล  เมื่อเข้ามามีอำนาจแล้ว มักมีปัญหาธรรมาภิบาล มีการทุจริตคอรัปชั่นเองทั้งๆที่ได้กล่าวหารัฐบาลชุดก่อนไว้ ปรากฏการณ์ทางการเมืองของไทยดังกล่าว  บางคนเรียกว่า  วงจรอุบาทว์ มีรัฐบาลทหารจากการทำรัฐประหารสลับกับรัฐบาลจากการเลือกตั้ง นับเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมทางเมืองที่สำคัญประการหนึ่งของไทย

เมื่อมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งครั้งใด  มักมีการพูดกันเสมอว่า  ทหารเป็นทหารอาชีพ  และการทำรัฐประหารเป็นเรื่องล้าสมัย  นักการเมืองบางคนมองรัฐประหารเป็นสิ่งเลวร้ายทำให้ประเทศชาติล้าหลัง  บางคนมีทัศนะตรงข้ามว่า  การทำรัฐประหารเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดีเมื่อการเมืองถึงทางตัน รับประหารจึงคล้ายดาบสองคม

รัฐประหารเกิดขึ้นหลายครั้งในประเทศไทย  และเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อ  19  กันยายน  พ.ศ.  2549  นับแต่การทำรัฐประหารครั้งก่อนเมื่อปี พ.ศ.  2534  โดย  พล.อ.สุนทร  คงสมพงษ์  เป็นเวลานานราว  15  ปี  ใครหลายคนคิดว่ารัฐประหารคงไม่มีอีกแล้ว  แต่ก็ปรากฏอีก  และอาจมีครั้ง ๆ ต่อไป  หากไม่มีแนวทางที่ดีในการหยุดรัฐประหารและสิ่งแวดล้อมการเมืองไทยคงอยู่ในวังวนของบริบททางสังคม การเมือง การปกครองเช่นนี้ต่อไป คงไม่มีใครกล้าให้หลักประกันได้ว่ารัฐประหารในประเทศไทยจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต เพราะเป็นหนทางหนึ่งที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่จะได้ขยับเป็นนายกรัฐมนตรีในบั้นปลายชีวิต โชคดีของประเทศไทยที่ไม่มีใครคิดจะล้มราชบัลลังก์เพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ มีเฉพาะในสมัยที่เป็นประเทศสยามและยุคก่อนหน้านั้น ความหวังสูงสุดของชีวิตทหารและนักการเมืองไทยหลัง พ.ศ. 2475 อยู่แค่ระดับนายกรัฐมนตรีเท่านั้น การรัฐประหารแต่ละครั้งจึงไม่ส่งผลกระทบต่อสถาบันเบื้องสูง

ปัจจุบันชาวโลกไม่ยอมรับการทำรัฐประหาร การล้มล้างรัฐบาลเพื่อช่วงชิงอำนาจด้วยกำลังอาวุธถือว่าเป็นเผด็จการ ไม่ใช่วิถีทางของระบอบประชาธิปไตย และมักจัดกลุ่มประเทศที่มีการทำรัฐประหารเข้าในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนามายาวนานนับแต่ประวัติศาสตร์ พัฒนาประเทศด้วยแผนพัฒนาฉบับละ5 ปี จนจะสิ้นแผนพัฒนาฉบับที่ 10 ในไม่นานนี้แล้ว ก็ยังไม่มีเค้าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ และคงไม่มีไปอีกนานแสนนานตราบเท่าที่ยังมีการทำรัฐประหารกันเนืองๆทำให้ประเทศล้าหลัง การทำรัฐประหารจึงเสมือนตัวชี้วัดการพัฒนาประเทศประการหนึ่ง

กลุ่มเสื้อแดงมีนโยบายต่อต้านการทำรัฐประหาร แต่รัฐบาลกลับมองคล้ายว่าคนกลุ่มนี้เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล ตรงข้ามรัฐบาลน่าจะสนับสนุนกลุ่มนี้ เนื่องจากช่วยป้องกันไม่ให้รัฐบาลถูกยึดอำนาจจากการทำรัฐประหาร พวกเสื้อแดงจึงทำเพื่อรัฐบาลส่วนหนึ่งด้วย

การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มต่างๆที่อ้างว่ารักในหลวง ชุมนุมโดยสันติอหิงสา ปราศจากอาวุธ    การชุมนุมในลักษณะดังกล่าวคงไม่มีทางป้องกันการทำรัฐประหารได้  กลุ่มคนทำรัฐประหารไม่ใช่คนไม่มีสติปัญญา แถมยังมีแรงสนับสนุนที่สำคัญซึ่งมักไม่เปิดเผยด้วย ไม่มีทางที่ประชาชนจะต้านแสนยานุภาพของกองทัพได้ อย่าคิดว่าท่านมหาตมคานทีสามารถทำได้ในอินเดีย จะนำมาทำบ้างในไทยคงไม่สำเร็จเนื่องจากคู่ต่อสู้เป็นคนละคู่และบริบทของสังคมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แกนนำผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆทำไปเพื่ออะไร หรือเป็นธุรกิจการเมือง ทีสามารถหารายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และหากฝ่ายตนได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็อาจได้ตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลเป็นผลพวงด้วย ที่อ้างว่าทำเพื่อประชาธิปไตย จริงใจเพียงไร หรือเป็นเพียงหนทางก้าวสู่อำนาจของตนและพรรคพวกกันแน่ อย่าทำตัวเป็นคนปากกับใจไม่ตรงกันเลย มีคนจำนวนหนึ่งเขารู้ทัน

การเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างอังกฤษ และญี่ปุ่น  ทำให้ประเทศเขาก้าวหน้า  ทำไมมีแบบอย่างที่ดีให้เลียนแบบจึงไม่พยายามเลียนแบบมาใช้ และยังคงย่ำอยู่กับที่เช่นนี้  บุคคลจำนวนมากยินดีที่จะมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบไทยๆต่อไป คนพวกนี้คงยึดความเชื่อทีว่าสังคมไทยมีบริบทที่แตกต่างไปจากชาติอื่น และไม่พยายามที่จะพัฒนาสังคมไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมสังคมที่พัฒนาแล้วแต่อย่างไร ยังคงเชื่อว่าประชาธิปไตยแบบไทยจะเหมาะสมกับประเทศไทยมากกว่าการเลียนแบบประชาธิปไตยจากประเทศอื่น หลายคนยังเห็นแย้งกับองค์การสหประชาชาติที่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งเสมือนสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย เนื่องจากการเลือกตั้งในประเทศไทยครั้งอดีตที่ผ่านมักขาดธรรมาภิบาล นักการเมืองจำนวนมากถูกตราหน้าเป็นคนโกงและสกปรก หรือโจรใส่เสื้อนอก นักวิชาการหลายคนโยนความผิดให้ประชาชนที่เลือกโจรเหล่านั้นเข้ามาเป็นผู้แทนของเขา นักวิชาการการศึกษาบางคนเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยพัฒนาคน ส่งผลให้การเมืองการปกครองของไทยดีขึ้น แต่ต้องพบว่าความรู้ไม่ได้คู่กับคุณธรรม   มีปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งว่ายิ่งเก่งยิ่งโกง  ในที่สุดสังคมไทยก็ย่ำอยู่กับที่ บางคนเห็นว่าประเทศถอยหลังด้วยซ้ำไป ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงมีการพัฒนาทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ การโกงกินกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถรับได้  นักการเมืองจะเล่นการเมืองกันอย่างไรก็ตาม อย่าให้สถาบันหลัก ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ต้องกระทบกระเทือนจนเสียหายก็แล้วกัน ขอให้ธงชาติไทยยังคงมีสามสีเช่นเดิม ถ้าเล่นกันจนสถาบันหลักต้องเสียหาย เชื่อว่าประชาชนจำนวนมากไม่สามารถรับได้

นักวิชาการบางคนคาดหวังในความกล้าหาญของตุลาการที่จะตัดสินว่าการทำรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การออกกฎหมายที่ผู้ทำรัฐประหารสำเร็จนิรโทษกรรมตนเองเป็นโมฆะ ความคาดหวังเหล่านั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากก่อนหน้านั้นก็ทำกันมาอย่างนั้นหลายครั้งจนกลายเป็นสิ่งที่สังคมให้การยอมรับไปเสียแล้ว และที่สำคัญกฎหมายนิรโทษกรรมตนเองที่ผู้ชนะยึดอำนาจได้ประกาศใช้ ใครจะกล้าไปแย้งในช่างเวลาเช่นนั้น

พิจารณาแล้วเชื่อว่าไม่มีใครให้การประกันได้ว่า รัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก อะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้าผู้นำรัฐบาลมีจุดอ่อนที่เอื้อต่อการถูกล้มล้างได้ เปรียบเสมือนวงการยุทธจักร ที่คอยล้มกันล่ำไป

เนื่องจากการทำรัฐประหารมีความเสี่ยง ผู้ทำต้องมีการวางแผนอย่างดีและมั่นใจว่าทำแล้วต้องสำเร็จ หากพลาดต้องกลายเป็นกบฏโทษถึงตาย ยุคหลังมีการตั้งคำถามว่า ถ้าหัวหน้าคณะรัฐประหารปฏิบัติการสำเร็จแล้วตนเองไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ยังจะมีใครประสงค์จะรับเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารหรือไม่ เชื่อว่าคงมีเนื่องจากมีตัวอย่างปรากฏแล้ว ถ้าเช่นนั้นยิ่งยากที่จะให้หลักประกันว่าการรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก

 

บุญจง ขาวสิทธิวงษ์

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s