การจัดการมลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

       การจัดการมลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

                                                                                 บุญจง ขาวสิทธิวงษ์

1.ปัญหา

การประกอบกิจการโรงงานบางประเภทสามารถก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ำได้ปัญหามลพิษทางน้ำอาจเกิดจากน้ำทิ้งจากชุมชนและแหล่งเกษตรกรรมได้เช่นกัน แม้ปัญหามลพิษทางจากน้ำจากอุตสาหกรรมจะเป็นส่วนหนึ่งก็ตาม แต่ในยุคแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างในปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมไม่ควรละเลยการจัดการน้ำเสียจากโรงงานของตนเนื่องจากปัญหาคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนหรือครัวเรือนที่อยู่ใกล้เคียงโรงงาน ผู้ประกอบการอาจสูญเสียภาพลักษณ์ที่ดีโดยเฉพาะความรับผิดชอบต่อสังคมและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบอาจประสบปัญหาด้านสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำอาจเสื่อมโทรมและมีจำนวนลดลง จนส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของชาวบ้าน อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างโรงงานและชาวบ้าน ก่อให้เกิดความไม่สงบสุขต่อการอยู่ร่วมกันระหว่างโรงงานและชุมชนอันเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่พึงปรารถนา ดังนั้นปัญหามลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมจึงเป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการไม่ควรละเลยหรือมองข้ามไป

2.ข้อเท็จจริง

2.1     มลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหามลพิษจากการประกอบกิจการทั้งในและต่างประเทศ

เหตุการณ์เกี่ยวกับมลพิษทางน้ำในต่างประ  เช่น

                 องค์การปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ สก็อตแลนด์ (Scottish Environmental Protection Agency) ได้รายงานเหตุการณ์เกี่ยวกับมลพิษทางน้ำจากโรงงานในสก็อตแลนด์ ระหว่างปี ค.ศ. 2000-2003 ดังแสดงในตารางดังต่อไปนี้ ซึ่งแสดงว่าให้เห็นว่าปัญหาน้ำเสียจากอุตสาหกรรมยังเป็นปัญหาที่พบบ่อยและส่วนใหญ่มิใช่ปัญหารุนแรง

*อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

 

 เหตุการณ์เกี่ยวกับมลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมในสก๊อตแลนด์  ระหว่าง  ค.ศ. 2000 – 2003

 

แหล่งกำเนิด

2000/01

2001/02

2002/03

M

S

M

S

M

S

น้ำเสียจากอุตสาหกรรม

74

7

23

7

70

18

น้ำมันรั่วไหลจากโรงงานสู่แหล่งน้ำ

172

32

75

12

กากแร่

137

26

57

21

35

13

สารเคมีรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำ

29

5

7

2

8

4

โรงงานเบียร์   สุรา

9

0

5

0

โรงงานกระดาษ

8

1

9

0

1

2

อื่น ๆ  จากอุตสาหกรรม

89

11

90

6

56

13

หมายเหตุ   :        M = ไม่รุนแรง

S = รุนแรง

ค.ศ. 1955  ได้เกิดเหตุการณ์ปนเปื้อนสารปรอทอินทรีย์จากโรงงานผลิตปุ๋ยเคมีสู่อ่าวมินามาตะ  เกาะกิวชิว  ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านมินามาตะ   ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงได้ผลกระทบจากสารพิษปรอทปนเปื้อนในสัตว์น้ำ  เกิดโรคที่เรียกว่า  โรคมินามาตะ   นอกจากนี้อีกเหตุการณ์หนึ่งที่รุนแรง  ได้แก่  กรณีประชาชนในจังหวัดโตยาม่า   ได้รับอันตรายจากแคดเมี่ยมซึ่งปนเปื้อนในแม่น้ำจินซุ   เมื่อประชาชนได้รับสารพิษผ่านทางน้ำและสัตว์น้ำ   ทำให้เกิดโรคปวดตามกระดูก  หรือโรคอิไต – อิไ

ค.ศ.  1984  ภาชนะบรรจุสารเมธิลไอโซไชยาเนต  (Methylisocyanate –  MIC)  ซึ่งเป็นสารปราบศัตรูพืช   ของบริษัท  ยูเนียม  คาร์ไบด์  เกิดระเบิดขึ้น   สารพิษปริมาณ  45  ตัน  ซึ่งเป็นสารระเหยง่ายฟุ้งกระจายไปทั่วเมืองโบปอล  (Bhopal) ประเทศอินเดีย เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้คนล้มตายทันทีราว  2,500  คน  และกว่าอีก  1,000  คน  เสียชีวิตอีกราวสองสัปดาห์ต่อมา   มีผู้คนได้รับสารพิษถูกนำส่งโรงพยาบาลกว่า  150,000  คน  นับเป็นเหตุการณ์ครั้งร้ายแรงที่สุดในอินเดีย   สารพิษส่วนหนึ่งไหลลงสู่แหล่งน้ำ   ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำและผู้ใช้น้ำด้วย   บริษัทยูเนียมคาร์ไบด์   พยายามเจรจากับรัฐบาลอินเดีย   โดยจ่ายค่าทดแทนให้  60  ล้านดอลล่าร์สหรัฐ   ในทันที  และจะจ่ายให้อีก  180   ล้านดอลล่าร์สหรัฐ  ในช่วงอีก  30  ปีหลังเกิดเหตุการณ์รัฐบาลอินเดียไม่ประนีประนอมด้วย   นำเรื่องขึ้นสู่ศาลทำให้บริษัท  ยูเนียมคาร์ไบด์  ถูกพิพากษาให้จ่ายค่าทดแทนราว  500  ล้านดอลล่าร์สหรั

    เหตุการณ์มลพิษทางน้ำในประเทศ  มลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมที่สำคัญ  ได้แก่

(1)   ปัญหาการปนเปื้อนของสารตะกั่วในล้ำห้วยคลิตี้  อำเภอทองผาภูมิ   จังหวัดกาญจนบุรี   เมื่อ  พ.ศ.  2541   เนื่องจากการพังทลายของทำนบบ่อเก็บกักน้ำล้างแร่  และตะกอนที่ขุ่นข้นจากโรงแต่งแร่ของบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรตส์  (ประเทศไทย)  จำกัด   หลังจากฝนตกหนัก  และบ่อเก็บกักไม่สามารถรับน้ำฝนที่ตกหนักดังกล่าวได้   น้ำในบ่อเก็บกักของโรงงานไหลทลักลงสู่ห้วยคลิตี้   ทำให้ประชาชนในหมู่บ้านห้วยคลิตี้ล่างได้รับความเดือดร้อน   และมีตะกอนดินที่ปนเปื้อนสารตะกั่วสะสมตามลำห้วยเป็นระยะทางประมาณ  18  กิโลเมตร   ชาวกระเหรี่ยงในหมู่บ้านห้วยคลิตี้ล่างได้รับความเดือดร้อนจากการปนเปื้อนจากสารตะกั่วในน้ำกินน้ำใช้   แต่ไม่ทราบจะเรียกร้องสิทธิของตนได้อย่างไร  เหตุการณ์ผ่านไป  2  ปี จน  พ.ศ.  2543  การฟื้นฟูล้ำห้วยคลิตี้ล่างก็ยังไม่มีความก้าวหน้าแต่อย่างไร กระทรวงสาธารณสุขได้ทำการตรวจเลือดชาวบ้านหมู่บ้านลำห้วยคลิตี้ล่าง  เคยพบสารตะกั่วในเลือดมีมากกว่า  40  ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร   กระทรวงสาธารณสุขได้นำยาลดสารตะกั่วในเลือดให้กับชาวบ้าน   แต่ความช่วยเหลือได้หยุดชะงักลง  ผ่านไปถึง  3  ปี  (พ.ศ.  2544)           การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ไม่บังเกิดผล   ปริมาณตะกั่วในเลือดของชาวคลิตี้ล่างยังไม่ลดลง  และมีคนทยอยเจ็บป่วยล้มตายเป็นระยะ   แต่แพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขแจ้งว่ายังไม่ต้องทำการรักษาเนื่องจากมาตรฐานระดับตะกั่วในเลือดคนไทย  กรณีผู้ใหญ่ไม่เกิน  40  ไมโครกรัมต่อเดซิลิตรในสตรีมีครรภ์และเด็ก  ไม่เกิน  25  ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร  หากสูงกว่ามาตรฐานดังกล่าวจึงค่อยพบแพทย์เพื่อทำการรักษา  การตรวจสอบปริมาณตะกั่วโดยกรมทรัพยากรกรณี  เมื่อปี  พ.ศ.  2538  พบว่า  น้ำทิ้งจากปลายท่อบ่อกักเก็บตะกอนก่อนลงล้ำห้วยมีค่าระหว่าง  1.7  –   2.3  มิลลิกรัมต่อลิตร   ขณะที่มาตรฐานน้ำทิ้งของกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดปริมาณปนเปื้อนของสารตะกั่วในน้ำทิ้งต้องไม่เกิน  0.2  มิลลิกรัมต่อลิตรเท่านั้น   ส่วนปริมาณตะกั่วในตะกอนใต้ลำห้วย  ตรวจสอบพบปริมาณตะกั่ว มีค่าตั้งแต่  333 –  32,982  มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ความพยายามผลักดันให้มีการยกเลิกเหมืองแร่เกิดขึ้นเมื่อ  พ.ศ.  2543    รัฐสภานำโดยนายไกรศักดิ์  ชุณหะวัณ  ได้ยื่นหนังสือต่อนายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเรียกร้องให้เพิกถอนและยกเลิกการต่ออายุใบอนุญาตโรงงานแต่งแร่บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์  (ประเทศไทย)  จำกัด   ซึ่งหมดอายุวันที่  3  ตุลาคม  2543  และให้เพิกถอนหรือยกเลิกสัมปทานเหมืองแร่ของบริษัทดังกล่าวด้วย  ซึ่งหมดอายุตั้งแต่ปี พ.ศ.  2539   ปัจจุบันบริษัทดังกล่าวได้เลิกดำเนินกิจการแล้ว และกรมควบคุมมลพิษได้เข้าฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ล่างจนอยู่ในสภาพที่น่าจะปลอดภัยแก่ชาวบ้านเรียบร้อยแล้

(2)ปัญหาแคดเมี่ยมที่แม่ตาปี พ.ศ.  2544 – 2546  ได้ขยายพื้นที่ศึกษาจากช่วงแรกตามลำห้วยแม่ตาว  ในบริเวณตำบลแม่ตาว  ซึ่งเป็นบริเวณลำห้วยจากบริเวณแรกและพบว่า   ปริมาณการปนเปื้อนของแคดเมี่ยมในดินมีค่าสูงถึง  72  เท่าของค่ามาตรฐาน  EU  ขณะที่กว่าร้อยละ  80   ของตัวอย่างข้าว มีค่าของแคดเมี่ยมสูงกว่าค่ามาตรฐานของญี่ปุ่น  และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ  (FAO – Food   and  Agricultural   Organization)

ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ปริมาณสารแคดเมี่ยมตกค้างในสัตว์น้ำ  5 ชนิด  ได้แก่ ปลาสลิด   ปลาแก้มซ้ำ   ปลาหมอไทย  ปลากระดี่หม้อ   และปลาซัคเกอร์ พบว่ามีแคดเมี่ยมอยู่ระหว่าง  0.04  – 0.011   มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม  ซึ่งเป็นค่าต่ำกว่ามาตรฐานซึ่งกำหนดไว้  2.0   มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม  จึงถือว่ายังปลอดภัยต่อการบริโภค

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อทำการตรวจสอบและประเมินการปนเปื้อนในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยแม่ตาวให้เสร็จภายใน 45 วัน  (สิ้นสุดวันที่  5  มีนาคม  2547)  คณะกรรมการฯ ได้เข้าสำรวจพื้นที่และเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมร่วมกับนักวิจัยและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กรมทรัพยากรธรณี  กรมทรัพยากรน้ำบาดาล   กรมประมง   และเกษตรอำเภอแม่สอด  คณะกรรมการเฉพาะกิจได้ประชุมหารือวิเคราะห์ตัวอย่างสิ่งแวดล้อมเมื่อ  27  กุมภาพันธ์  2547  และสรุปเบื้องต้นว่า  พบปริมาณแคดเมี่ยมสูงในตะกอนดินและข้าว  ซึ่งสอดคล้องกับการค้นพบของนักวิจั

นักวิจัยซึ่งประกอบด้วย  ดร.โรเบิร์ต  ซิมมอนส์  จากสถาบันจัดการน้ำนานาชาติและ ดร.พินิจ   พงษ์สกุล จากกรมวิชาการเกษตร สรุปผลการวิจัยว่า น่าจะเกิดจากการที่ฝนตกชะหน้าดินที่อุดมด้วยแร่สังกะสี   และแคดเมี่ยม   ลงสู่ต้นน้ำของห้วยแม่ตาว  ทำให้เกิดการสะสม แคดเมี่ยมและสังกะสีในตะกอนท้องน้ำ   เมื่อปล่อยน้ำเข้าสู่แปลงเกษตร  ทำให้เกิดการแพร่กระจายต่อๆ ไป อย่างไรก็ตาม  ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวว่าสารแคดเมียมมาจากเหมืองสังกะสีอยู่ในบริเวณที่พบการปนเปื้อน

กรมควบคุมโรคโดยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแม่สอดทำการเก็บตัวอย่างเลือดและปัสสาวะของประชาชนในพื้นที่ตำบลแม่ตาวเพื่อทำการตรวจเบื้องต้น  ผลการวิเคราะห์พบว่า    มีค่าเฉลี่ยแคดเมี่ยมในเลือด 1.06  ไมโครกรัมต่อลิตร (ค่าปกติขององค์การอนามัยโลกเท่ากับ  5)  และในปัสสาวะ  3.13  ไมโครกรัมต่อลิตร  (ค่าปกติขององค์การอนามัยโลกเท่ากับ  2)  จึงสรุปได้ว่า  มีการสะสมแคดเมี่ยมในร่างกายมากกว่าประชาชนทั่วไป   แต่ยังไม่ถึงขั้นอันตรายร้ายแรง  (ค่าผิดปกติเท่ากับ  10  ในปัสสาวะ)

กรมทรัพยากรธรณี  สันนิษฐานว่า  การปนเปื้อนของสารแคดเมี่ยมที่แม่ตาว  เกิดขึ้นจากกระบวนการธรรมชาติ   เพราะตรวจพบว่าบริเวณห้วยแม่กุ ซึ่งไม่ได้ไหลผ่านเขตเหมืองแร่ แต่พบตะกอนมีสารแคดเมี่ยมในปริมาณที่สูงด้วยเช่นกัน  จึงเชื่อว่า  การปนเปื้อนของ แคดเมี่ยมมาจากการผุพังและชะล้างหน้าดินและแหล่งแร่ที่มีอยู่ในพื้นที่เนื่องจากฝนตกและอื่น ๆ   เป็นต้

การจัดการปัญหาแคดเมี่ยมปนเปื้อนที่ตำบลแม่ตาว  ทำโดยจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากการไม่สามารถปลูกข้าวได้  (ไร่ละ  4,220  บาท / ปี)   โดยเงินงบประมาณของภาครัฐน่าจะไม่เพียงพอ   ควรเพิ่มค่าชดเชยให้ชาวนาเพิ่มขึ้นเป็นไร่ละ  10,000  บาทต่อปี  นอกจากนี้ควรเร่งส่งเสริมการประกอบอาชีพอื่นที่ไม่เกี่ยวกับพืชอาหารให้ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดและดำเนินการอย่างครบวงจรจนถึงการตลาด   และจัดฝึกอบรมทักษะอาชีพใหม่ ๆ  ให้ชาวบ้าน  ส่วนทางด้านกฎหมายควรปรับปรุงมาตรา  96  ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.  2535 ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น   ควรมีกฎหมายว่าด้วยกองทุนพัฒนาอาชีพหมู่บ้านหรือตำบล   หรือกองทุนประกันความเสี่ยงด้านสุขภาพ   เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบสิ่งแวดล้อมและน่าจะได้รับผลประโยชน์ชดเชยตามความเหมาะส

                              (3)  น้ำเน่าเสียในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดอ่างทอง

ในปี  พ.ศ.  2550  ได้เกิดน้ำเน่าเสียครั้งใหญ่ในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ  อำเภอป่าโมก  จังหวัดอ่างทองถึงอำเภอบางบาล  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เป็นเหตุให้ปลาในกระชังกว่า  200  กระชัง  รวมทั้งสัตว์น้ำในธรรมชาติลอยตายจำนวนมาก  ในเบื้องต้นชาวบ้านและกรมเจ้าท่าคาดว่า  โรงงานผงชูรสเป็นต้นเหตุ  กรมเจ้าท่าแจ้งเอาผิดกับโรงงานผงชูร  ผลกระทบจากน้ำเน่าเสียในแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งนั้น  ไม่เพียงเกษตรกรสูญเสียด้านเศรษฐกิจเท่านั้น  แต่ส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย   เนื่องจากปลายปี พ.ศ.  2549  พื้นที่อ่างทองและอยุธยา    โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลชะที   ตำบลบ้านกุ่ม  และตำบลบางหลวง   น้ำท่วมนานกว่า  2  เดือน  และต้องประสบปัญหาน้ำเน่าเสียอีกเมื่อต้นปี  พ.ศ. 2550  สาธารณสุขจังหวัดได้ส่งทีมจิตแพทย์ลงพื้นที่เยียวยาจิตใจชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายครั้งนั้น  เนื่องจากหลายคนประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง  ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิ

สำหรับความช่วยเหลือแก่เจ้าของกระชังปลาทางกฎหมายตามที่รัฐบาลกำหนดไว้  หากเกิดภัยพิบัติตามธรรมชาติ  รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น  275 บาทต่อตารางเมตร และกรมประมงจะช่วยเหลือผลิตพันธุ์ปลาเพิ่มขึ้ ทั้งนี้รัฐบาลได้ประกาศให้ป่าโมกเป็นเขตภัยพิบัติเมื่อ  12  มีนาคม  2550  ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า   ภัยพิบัติที่ป่าโมกครั้งนั้นจะถือว่าเป็นภัยพิบัติตามธรรมชาติหรือไม่   ถ้าไม่ รัฐบาลไม่สามารถจ่ายเงินช่วยเหลือดังกล่าวได้   เกษตรคงได้รับความช่วยเหลือด้านพันธุ์ปลาเท่านั้น

ฝ่ายราชการอื่นนอกจากกรมเจ้าท่า   มุ่งประเด็นสาเหตุน้ำเน่าเสียครั้งนั้นไปที่เรือบรรทุกน้ำตาลเป็นเบื้องต้น   ส่วนสาเหตุอื่นต้องค้นหาความจริงต่อไป  ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทองได้เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าประชุมเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้น้ำเน่าเสีย  โดยประสานกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมประมง  ผลการดำเนินการร่วมกันได้ตั้งประเด็นสาเหตุไว้  4  ประกา    ได้แก่

1. น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นฤดูแล้งน้ำมีจำนวนน้อย และอากาศในน้ำคงไม่พอเพียง

2. เกิดจากฝนตก ชะล้างเอามลพิษจากพื้นที่เกษตรกรรมหรือจากโรงงานอุตสาหกรรมลงแม่น้ำ

3.  เกิดโรคระบาดในน้ำ

4.  เกิดจากเรือบรรทุกน้ำตาล  รั่วและจมลงเมื่อวันที่  3  มีนาคม  2550

จากประเด็นทั้ง 4 ประการดังกล่าว ทำให้โรงงานผงชูรสไม่เป็นประเด็นสาเหตุแต่อย่างใด

                              (4)  การปนเปื้อนสารหนู  อำเภอร่อนพิบูลย์  จังหวัดนครศรีธรรมราช

ภาคใต้ของประเทศไทยเคยอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ดีบุก   ราวครึ่งศตวรรษที่แล้วการขุดแร่และถลุงแร่ดีบุกเป็นกิจกรรมที่แพร่หลายมาก   ปัจจุบันกิจกรรมดังกล่าวหายไปพร้อมทรัพยากรแร่ที่อุดมสมบูรณ์  แม้กิจกรรมขุดและถลุงดีบุกจะไม่มีแล้ว   แต่ปัญหาที่ยังคงอยู่เป็นปัญหาตกค้างของโลหะหนักในกากแร่ที่ทิ้งทั่วไป   เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีระบบกำจัดที่ถูกหลักวิชาการเศษเพื่อนแร่ของดีบุกที่สำคัญได้แก่  สารหนูจึงแพร่กระจายทั่วไปในสิ่งแวดล้อม

ในประเทศไทยพื้นที่ซึ่งมีการปนเปื้อนสารหนูจนถึงขั้นเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมได้แก่   พื้นที่อำเภอร่อนพิบูล  จังหวัดนครศรีธรรมราช   สารหนูที่เกิดจากกิจกรรมของบรรพบุรุษได้ส่งผลกระทบต่อคนรุ่นลูกหลาน สารหนูจากเศษเพื่อนแร่ที่ทิ้งทั่วไปบนพื้นราบและบนภูเขาถูกน้ำฝนชะไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ  การบริโภคน้ำที่มีสารหนูปนเปื้อนเข้าไปสะสมในร่างกายในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอาจก่อโรคที่เรียกว่า  โรคไข้ดำ   คนท้องถิ่นเรียกจากอาการที่ปรากฏคือ  ผิวหนังจะหมองคล้ำเป็นผิวดำ  โดยชาวบ้านทั่วไปไม่ทราบว่าเป็นผลกระทบจากการแพ้พิษสารหนู  (Arsenic   Poisoning)

การศึกษาขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น  (JICA-Japan International Cooperation Agency) ระหว่างปี  พ.ศ.  2541 – 2543  โดยการวิเคราะห์ตัวอย่างดินและน้ำ  ผลการศึกษาพบว่

1. ปริมาณสารหนูในดินมีมากขึ้นตามระดับความลึกของดินตั้งแต่ผิวดินถึงระดับ 200 ซม.

2. ปริมาณสารหนูในน้ำใต้ดินบริเวณที่ราบเขาสรวงจันทร์มีค่าระหว่าง 0.03 – 11.79  มิลลิกรัมต่อลิตร

3.  ปริมาณสารหนูในตัวอย่างดินบริเวณชุมชนตลาดร่อนพิบูล  ระดับความลึก 200  ซม.  มีค่าระหว่าง  24.86 – 197.43  มิลลิกรัมต่อลิตร

4. คุณภาพน้ำผิวดินบริเวณชุมชนตลาดร่อนพิบูล มีค่าระหว่าง  0.03 – 9.2  มิลลิกรัมต่อลิตร

กรณีสารหนูที่ร่อนพิบูล แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมขุดและถลุงดีบุกในภาคใต้ของคนรุ่นบรรพบุรุษเป็นลักษณะการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน   ทรัพยากรดีบุกหมดไปจากประเทศไทย  ลูกหลานมิได้มีโอกาสได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าว  แต่กลับได้รับอันตรายจากพิษภัยของสารหนู  และน่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจคนรุ่นปัจจุบันให้ตระหนักถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพมากขึ้น

2.2 การจัดการเชิงรับขาดประสิทธิภาพ      การจัดการน้ำเสียอุตสาหกรรมแต่เดิมจนปัจจุบัน ยังเป็นแบบควบคุมและสั่งการ (Command & Control) เป็นการจัดการโดยอาศัยกฎหมายและมาตรฐานคุณภาพน้ำเป็นหลัก เป็นการตามแก้ปัญหาที่ปลายท่อ (End of pipe resolution) ซึ่งไม่ได้ผลดี เนื่องจากการบำบัดน้ำเสียต้องมีค่าใช้จ่ายสูง และน้ำที่บำบัดแล้วจนมีคุณภาพตามมาตรฐานที่ทางราชการกำหนดไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่คุ้มค่ากับการลงทุน บางรายไม่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำทิ้งของตนได้ต้องระบายทิ้งลงสู่ทางน้ำสาธารณะเสมือนตำพริกละลายแม่น้ำ สิ้นเปลืองมากโดยไร้ประโยชน์ จึงไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงงานที่มีน้ำเสีย

2.3 ขาดการประสานงานของผู้บังคับใช้กฎหมายและมาตรฐานน้ำเสีย องค์กรที่ใช้มาตรฐานคุณภาพน้ำเป็นเครื่องมือในการควบคุมน้ำเสียอุตสาหกรรมมีหลายองค์กร ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ รวมทั้งการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยสองกรมแรกอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ส่วนการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรในกระทรวงอุตสาหกรรมเช่นกัน มีอำนาจหน้าที่ดูแลโรงงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522  นอกจากองค์กรที่กล่าวแล้ว กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานเช่นกัน โดยกรมควบคุมมลพิษ ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และกรมเจ้าท่าใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลายหน่วยงานบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งอุตสาหกรรม แต่มาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งดังกล่าวของทุกหน่วยงานคล้ายกันมาก แต่ปัญหาสำคัญหน่วยงานต่างๆขาดการประสานการบังคับใช้กฎหมายและมาตรฐาน

2.4  เทคโนโลยีบำบัดน้ำเสีย  การบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรมมีมากมายหลายวิธี  แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ  ได้  3 กลุ่ม  ได้แก่  การบำบัดน้ำเสียด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ   การบำบัดน้ำเสียด้วยเทคโนโลยีเคมี    และการบำบัดน้ำเสียด้วยเทคโนโลยีอื่น ๆ  ในปัจจุบันเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียก้าวหน้ามาก ผู้ประกอบการสามารถเลือกระบบที่เหมาะสมกับประเภทและขนาดสำหรับกิจการของตนได้ อย่างไรก็ตามทุกระบบมีค่าใช้จ่ายไม่มากก็น้อยทั้งทุนในการติดตั้งอุปกรณ์และทุนในการเดินระบบ

2.5 เทคโนโลยีสะอาด  สำนักเทคโนโลยีน้ำอุสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีน้ำในอุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยีการประหยัดน้ำในกระบวนการผลิต และการรีไซเคิลน้ำไปใช้ประโยชน์ เป็นต้น แต่การดำเนินงานมีข้อจำกัดด้านกำลังเจ้าหน้าที่และงบประมาณ ส่งผลให้การเผยแพร่ข้อมูลไปสู่อุตสาหกรรมทั่วประเทศมีข้อจำกัดไปด้วย

2.6 การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์  กระทรวงอุตสาหกรรม ได้พยายามให้มีการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการลดการผลิตน้ำเสียจากโรงงานมานานหลายปี แต่ร่างพระราชบัญญัติในเรื่องดังกล่าวประสบปัญหาต่างๆ จนไม่สามารถออกมาเป็นกฎหมายได้จนถึงวันนี้

2.7 น้ำเสียส่วนใหญ่เป็นน้ำหล่อเย็น ภาคอุตสาหกรรมใช้น้ำส่วนใหญ่เป็นน้ำเพื่อการหล่อเย็นประมาณร้อยละ 90 และใช้ในการอุปโภคบริโภครวมทั้งใช้ล้างพื้นและอุปกรณ์การผลิตประมาณร้อยละ 8 ส่วนอีกราวร้อยละ2 ระเหยไปโดยธรรมชาติ

2.8 โรงงานมีหลากหลายประเภท/กิจกรรมทำให้เกิดความแตกต่างในการจัดการน้ำใช้และน้ำเสีย  โรงงานแต่ละประเภท/กิจกรรมมีความต้องการใช้น้ำในแต่ละวันแตกต่างกัน แม้โรงงานประเภทเดียวกันอาจต้องการใช้น้ำแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นขนาดของกิจการและลักษณะการใช้น้ำของแต่ละราย เป็นต้น นอกจากนี้ ลักษณะการใช้น้ำของแต่ละโรงงานยังส่งผลให้คุณภาพของน้ำเสียจากโรงงานประเภทต่างๆแตกต่างกันด้ว

2.9บุคลากรด้านน้ำเสียประจำโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดให้โรงงานบางประเภท ได้แก่ 1)โรงงานที่มีน้ำเสียปนเปื้อนสารอินทรีย์ที่มีน้ำเสียตั้งแต่ 500 คิวบิกเมตรต่อวัน ยกเว้นน้ำหล่อเย็น หรือมีปริมาณความสกปรกก่อนเข้าระบบบำบัดตั้งแต่ 100 กิโลกรัมต่อวันขึ้นไป  2) โรงงานที่ใช้สารหรือสารประกอบโลหะหนัก และ3) โรงงานที่ก่อมลพิษสูง ต้องจัดให้มีผู้ปฏิบัติงานประจำระบบบำบัดน้ำเสีย และผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงอุตสาหกรร

2.10  โรงงานที่มีน้ำเสียจำนวนมากมีใบรับรองมาตรฐาน ISO14001 ส่งผลต่อการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และได้รับสิทธิพิเศษจากกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น ยกเว้นการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม และยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมรายปี นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิพิเศษการให้กู้ยืมเงินในส่วนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมด้วย เช่นพิจารณาให้เงินกู้เป็นลำดับแรกและให้ระยะเวลาปลอดเงินต้นสูงสุดของวงเงินที่ขอ เป็นต้น

2.11 นิคมอุตสาหกรรมบางแห่งจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางดำเนินงานโดยภาคเอกชน  สอดคล้องกับหมวดว่าด้วยการควบคุมมลพิษประเภทน้ำเสีย ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้เจ้าของแหล่งกำเนิดน้ำเสียที่ไม่มีระบบบำบัดของตนเองต้องส่งน้ำเสียไปบำบัดที่ระบบบำบัดน้ำเสียรวมพร้อมจ่ายค่าบริการ น้ำเสียที่ได้รับการบำบัดโดยระบบบำบัดน้ำเสียรวมของผู้รับจ้างที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการจะต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานของทางราชการก่อนระบายออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ

 

3. ข้อพิจารณา

3.1 การจัดการน้ำเสียอุตสาหกรรมโดยมาตรการเชิงรับที่ผ่านมายังขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ยังมีการลักลอบระบายน้ำเสียออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะอย่างไร้จิตสำนึก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง การกระทำผิดกฎหมายอย่างไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมยังมีปรากฏอยู่เนืองๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมไทยค่อนข้างติดลบ จนมีการกล่าวกันเสมอว่า อุตสาหกรรมไปที่ไหนสิ่งแวดล้อมพังที่นั่น เมื่อปรากฏเหตุการณ์น้ำเสียขึ้นในแหล่งน้ำสาธารณะต่างๆ โรงงานมักถูกเพ่งเล็งเสมอ ทำให้ผู้ประกอบการโรงงานที่มีน้ำเสียจากกระบวนการผลิตต้องรับภาระในการบำบัดน้ำเสีย แม้จะด้วยความไม่เต็มใจก็ตาม

การส่งน้ำเสียไปบำบัดยังระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง ต้องมีค่าใช้จ่ายในการบำบัด หากสามารถลักลอบระบายออกสู่แหล่งน้ำสาธารณได้โดยไม่ถูกลงโทษตามกฎหมายก็จะประหยัดค่าใช้จ่าย นั่นหมายถึงลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไร จึงมีผู้เสี่ยงกระทำผิดมากมาย แม้โรงงานมีระบบบำบัดน้ำเสียอยู่แล้วบางรายยังงดเดินระบบเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำบัดซึ่งต้องใช้ไฟฟ้า สารเคมีและบุคลากรในการควบคุมระบบ ลักลอบระบายน้ำเสียลงแหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่ผ่านระบบบำบัดแต่อย่างใด

3.2  เศรษฐศาสตร์การลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อใดก็ตามที่ผู้ประกอบการโรงงานเห็นว่าการลงทุนบำบัดน้ำเสียจะได้ประโยชน์ในการอนุรักษ์พร้อมกับได้ผลประโยชน์ตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจด้วยในระดับที่คุ้มทุนหรือกำไรแม้จะไม่มาก ความร่วมมือในการบำบัดน้ำเสียก็จะดีขึ้น ดังนั้นการให้โรงงานต้องจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสีย ต้องแสดงให้ผู้ประกอบการเห็นผลประโยชน์ในการลงทุนด้วย         การสั่งการโดยอาศัยอำนาจทางกฎหมายอย่างในอดีตที่ผ่านมาเป็นเหตุให้โรงงานพากันหลีกเลี่ยงไม่เดินระบบบำบัดน้ำเสีย

3.3 ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่มีศักยภาพในการจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียของตนเองได้ และเป็นโรงงานขนาดเล็ก เหมาะแก่การนำน้ำเสียไปบำบัดที่ระบบบำบัดกลางโดยจ่ายค่าบริการ บางรายต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายได้ลักลอบทิ้งน้ำเสียเช่นเดียวกับโรงงานขนาดใหญ่ อาจด้วยเห็นว่าการลงทุนบำบัดน้ำเสียเป็นการลงทุนที่ไร้ผลตอบแทนทางธุรกิจก็ได้

3.4 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในยุคที่มีการแข่งขันสูงมากและภาวการณ์ตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลกระทบต่อการลงทุนบำบัดน้ำเสีย ทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการสามารถเอาตัวรอดได้คือการลดต้นทุนให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ดังนั้นการลงทุนบำบัดน้ำเสียที่ไม่ให้ผลตอบแทนทางธุรกิจจึงมักงดการเดินระบบ เป็นการผลักภาระเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือต้นทุนภายนอก(external cost)ให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับแสดงถึงความไม่รับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการอย่างร้ายแรง

3.5 แม่น้ำบางสายเกิดสภาวะมลพิษทางน้ำ เนื่องจากมีทั้งชุมชนและโรงงานตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำจำนวนมาก แต่มีโรงงานเพียงไม่กี่รายที่มีความสำคัญในการทำให้น้ำเน่าเสีย การจัดการที่ดี น่าจะควบคุมโรงงานไม่กี่รายเท่านั้น โดยไม่ต้องทุ่มเททรัพยากรในการควบคุมโรงงานทั้งหมดทุกรายที่ตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำนั้น เป็นการสิ้นเปลื้องค่าใช้จ่ายและกำลังเจ้าหน้าที่โดยไม่คุ้มค่า การบริหารจัดการที่ดีมีความสำคัญ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรงงาน การขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโรงงาน การขาดความจริงใจของผู้ประกอบกิจการโรงงาน และการขาดการประสานงานที่ดีระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง นับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแก้ปัญหาน้ำเสียอุตสาหกรรมประการหนึ่ง

3.6 การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากที่ผ่านมาโรงงานส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า น้ำเป็นทรัพยากรหาง่าย ราคาถูก จึงทำให้มีการใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือยทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน มาตรการเพิ่มอัตราค่าน้ำในภาคอุตสาหกรรมให้จูงใจในการประหยัดน้ำ อาจเป็นมาตรการที่ดี แต่ทั้งนี้ต้องให้สอดคล้องกับมาตรการเรียกเก็บค่าบำบัดน้ำเสียจากโรงงานด้วย การเรียกเก็บค่าน้ำเสียโดยคิดปริมาณน้ำเสียเท่ากับปริมาณน้ำใช้ ค่อนข้างจะเป็นวิธีการที่ไม่สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การจัดการระบบน้ำในโรงงานที่ดี ควรมีการแยกท่อน้ำเสีย น้ำเสียที่มีความสกปรกน้อยควรแยกออกเพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์ เช่น รดน้ำต้นไม้ ล้างรถ หรือพื้นโรงงาน ใช้ในห้องน้ำเพื่อการชักโครก หรือ อื่นๆ ไม่ปล่อยร่วมเข้าระบบบำบัดน้ำเสียทั้งหมด ทำให้น้ำเสียที่ต้องบำบัดจริงมีปริมาณน้อยลง ระบบบำบัดสามารถออกแบบให้มีขนาดเล็กลงเปลืองพื้นที่น้อยลง และประหยัดเงินมากขึ้น การเรียกเก็บค่าน้ำเสียควรเรียกเก็บตามปริมาณของเสียที่ส่งเข้าระบบบำบัดจริงเท่านั้น

 

 

 

 

4. สรุป

4.1 แหล่งน้ำหลายแห่งประสบภาวะเน่าเสียจนใช้อุปโภคบริโภคไม่ได้ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค ต้องซื้อน้ำสะอาดสำหรับดื่ม เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมนับว่ามีส่วนก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ำด้วยจะจริงเท็จอย่างไรจำเป็นต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เนื่องจากบางครั้งปรากฏการณ์น้ำเน่าเสียอาจเกิดจากแหล่งมลพิษทางน้ำอื่นที่มิใช่โรงงานอุตสาหกรรม

4.2 ผู้ประกอบการโรงงานส่วนหนึ่งยังขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เห็นแก่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขาดจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ลักลอบระบายน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย โยนภาระเรื่องต้นทุนสิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชนอย่างเอารัดเอาเปรียบ

4.3 การใช้มาตรการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบควบคุมและสั่งการในสังคมไทยด้อยประสิทธิภาพมาก อันเนื่องมาจากภาครัฐไม่สามารถตามทันภาคเอกชนได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีการผลิต รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาต่างๆในด้านอุตสาหกรรม และที่สำคัญอำนาจและเงินมีความสำคัญมากกว่าคุณธรรมและจริยธรรม วัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปทำให้การทุจริตคอรัปชั่นกลายเป็นสิ่งที่คนไทยยอมรับได้ กฎหมายจึงไม่ค่อยประสบผลสัมฤทธิ์ในการบังคับใช้

4.5 การส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำเสียเชิงรุกตามหลักการป้องกันไว้ก่อนยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร การใช้เทคโนโลยีสะอาดเพื่อประหยัดทรัพยากรน้ำและลดมลพิษยังจำกัดอยู่ในเฉพาะอุตสาหกรรมบางประเภทเท่านั้น ยังมีปัญหาการถ่ายทอดและเผยแพร่เทคโนโลยีสะอาดอย่างไม่ทั่วถึง ธนาคารหลายแห่งซึ่งเป็นแหล่งทุนอุตสาหกรรมรวมทั้งโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม   ยังมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสะอาดไม่มากนัก จึงไม่ได้นำประเด็นเทคโนโลยีสะอาดใช้ประกอบการอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม

5.เสนอแนะ

5.1 การใช้ประโยชน์จากน้ำเสียของโรงงานน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่จูงใจให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานให้ความร่วมมือในการมีและใช้ระบบบำบัดน้ำเสียเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของไทย การทุ่มทุนในการวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากน้ำเสียน่าจะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ที่ผ่านมามีโรงงานหลายรายที่พอใจกับการใช้ประโยชน์จากน้ำเสียของตน นอกจากนำน้ำเสียบำบัดแล้วไปรดต้นไม้ ใช้ล้างโรงงาน แล้วยังนำน้ำเสียโรงงานให้เป็นประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีก เช่น

(1)     นำน้ำเสียจากโรงงานแป้งมัน ไปผลิตก๊าซชีวภาพ และเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทอง

(2)     โรงงานผลิตเยื่อกระดาษจากชานอ้อย นำตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียตากแห้งใช้เป็นเชื้อเพลิงหม้อไอน้ำ

(3)     โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกจากพลาสติกเก่า นำตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียไปผสมผักตบชวาผลิตก๊าซชีวภาพ สำหรับหุงต้ม

(4)     โรงงานสุรานำตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียที่มีโปแตสเซี่ยมสูง ไปผสมทำปุ๋ย และ

นำกากส่าผสมเศษวัชพืชทำปุ๋ยหมัก

(5)โรงงานผลิตยางนำน้ำทิ้งไปปรับค่ากรด – ด่าง แล้วนำไปผสมอาหารเหลวใช้เพาะเลี้ยงสาหร่าย

สีน้ำเงินแกมเขียวหลายเซลล์

(6)โรงงานฟอกหนัง สกัดแร่โครเมี่ยมจากตะกอนน้ำทิ้ง

(7) โรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม นำตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียไปผลิตก๊าซชีวภาพ

(8)โรงงานชุบสังกะสี นำน้ำเสียที่มีแร่สังกะสีไปผลิตสารเคมีซิงค์ซัลเฟต

(9)โรงงานเฟอร์นิเจอร์ แยกเม็ดสีจากน้ำทิ้งห้องพ่นสี แล้วนำน้ำกลับไปใช้ใหม่

(10) โรงงานนมและนมกระป๋องนำตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียที่มีโปรตีนสูงผสมอาหารสัตว์

5.2 ระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานบางประเภท น่าจะใช้ระบบบำบัดที่ประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้าและสารเคมี เช่น ระบบบำบัดแบบธรรมชาติตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำเสียไม่มากนักและมลพิษในน้ำเสียส่วนใหญ่เป็นสารอินทรีย์ย่อยสลายได้

5.3 รัฐควรสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียเพิ่มขึ้น นอกจากเป็นการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียจากต่างประเทศและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้วยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย

5.4 ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการและลูกจ้างมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นตามหลักการจูงใจ (Carrot Principle) เช่น ส่งเสริมการเข้าสู่ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO14001) และปฏิบัติตามแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม (ISO 26000)

5.5 ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมแบบไตรภาคีระหว่าง ชุมชน โรงงาน และภาครัฐ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถอยู่ร่วมกับโรงงานได้อย่างสันติ โดยให้มีอาสาสมัครประชาชนเพื่อเป็นหูตาแทนภาครัฐในการเฝ้าระวังมลพิษ รวมทั้งการสร้างชุมชนสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชาวบ้านและโรงงาน เน้นการสร้างเสริมทัศนคติที่ดีของชาวบ้านให้คิดว่าโรงงานช่วยสร้างความเจริญและกินดีอยู่ดีให้ท้องถิ่นและเน้นการสร้างเสริมทัศนคติที่ดีของโรงงานให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมยิ่งขึ้นรวมทั้งการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้การตั้งโรงงานเป็นความยินดีต้อนรับจากชาวบ้าน

5.6 ควรเผยแพร่ผลการดำเนินการด้านการจัดการน้ำเสียของโรงงานให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกโรงงานได้ทราบพร้อมกับรายงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอื่นๆในรายงานประจำปีหรือรายงานประจำแต่ละไตรมาสของบริษัท อันเป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้นและแหล่งเงินทุนต่างๆ รวมทั้งพนักงานและชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงโรงงาน

เอกสารอ้างอิง

1 Scottish  Environment  Protection  Agency.  2007.  Water  Pollution  Incidents(www.sepa.org.uk – 31/3/2007).                                     

2 ขวัญฤดี  โชติชนาทวีวงศ์ และวรณัฐ   การิกาญจน. 2545.  “สถานการณ์มลพิษน้ำ”  ในตำรา  ระบบบำบัดมลพิษน้ำ.  กรุงเทพฯ : กรมโรงงานอุตสาหกรรม.

3 Buchholz, R.A. 1998. Principles  of  Environmental  Management.  2nd ed. Prentice – Hall. New  Jersey.

4 ณาตยา  แววีรคุปต์. 2543. หมู่บ้านสารตะกั่วคลิตี้ล่าง.  (www.thaingo.org – 11/3/2008).

5 ศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา  กระทรวงสาธารณสุข.  2551. บันทึกการเกิดเหตุการณ์การปนเปื้อนของ            สารแคดเมี่ยม  อำเภอแม่สอด  จังหวัดตาก.  (www.webdb.moph.go.th – 8/2/2551).

6 บริษัทหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. 2547. “แกะรอย……แคดเมี่ยมที่แม่ตาว”.   หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน.  ฉบับวันที่  6  มีนาคม  2547  หน้า  1 – 3.

7 ศรีสุวรรณ  จรรยา. 2549.  การปนเปื้อนแคดเมี่ยมที่แม่ตาว  : มุมมองทางออกของกฎหมาย(www.thaingo.org – 2/2/2549).

8 สำนักสารนิเทศ. กระทรวงสาธารณสุข. 2550.  ปัญหาแม่น้ำเจ้าพระยาเน่าเสีย.  (www.moph.go.th – 19/3/2550).

9 บริษัทหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรายวัน. 2550. ชัวร์ปมแม่น้ำเจ้าพระยาเน่าเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม(www.thairate.com – 14/3/2550).

10 สุชาติ  ศุภประเสริฐ. 2551.  ฤทธิ์เดชของปรากฎการณ์ทางธรรมชาติอุปราคาในห้วงเดือน  มีนาคม  2550  สำคัญไฉน.  (www.Duang  Prakasit – 3/4/2551).

11 Wikipedia   Encyclopedia.  2007.  Water  Pollution.  (http ://en.wikipedia.org – 7/4/2007).

12 ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์. 2545.” มลพิษและผลกระทบ”. ตำราระบบบำบัดมลพิษน้ำ.

กรุงเทพฯ.   กรมโรงงานอุตสาหกรรม

13 กรมโรงงานอุตสาหกรรม. 2548.  ตำราระบบบำบัดมลพิษน้ำ.  กรุงเทพฯ : กระทรวงอุตสาหกรรม.

14 ปราณี   พันธุมสินชัย และคณะ. 2545. “การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม”  ตำราระบบบำบัดมลพิษน้ำ.  กรุงเทพฯ  : กรมโรงงานอุตสาหกรรม.

                                                    —————————————————

 

 

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s