การละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชน : การค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชน

การละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชน :
การค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชน
1.ปัญหา
เด็กและเยาวชนเป็นอนาคตของชาติ เป็นทรัพยากรมนุษย์อันมีค่าในการพัฒนาประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต แต่ในทางกฎหมายนั้น เด็กและเยาวชนเป็นบุคคลที่กฎหมายได้ให้การรับรองในสิทธิเช่นเดียวกับบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะเช่นกัน แม้ว่าจะมีความบกพร่องในการใช้ความสามารถทางนิติกรรมบางประการก็ตาม เด็กและเยาวชนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น ให้ผู้ใหญ่ได้รับฟัง มีสิทธิเสรีภาพที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆหรือทำอะไรก็ตามภายใต้กรอบของกฎหมายซึ่งให้สิทธิและคุ้มครองสิทธิของบุคคล อีกทั้งยังจำกัดขอบเขตการใช้สิทธิไว้ด้วย
ในโลกปัจจุบันปัญหาการละเมิดสิทธิพบเห็นได้ทั่วไปราวกับเป็นเรื่องปกติ มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน อย่างเช่นผู้ที่มีกำลังมากกว่าใช้กำลังข่มเหงผู้มีกำลังน้อยกว่า การบังคับขู่เข็ญโดยที่ผู้ถูกกระทำไม่ได้ยินยอม และการละเมิดต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การกระทำเหล่านั้นหากไม่มีกฎหมายเข้ามาควบคุม สังคมก็ไม่ต่างอะไรไปจากป่าที่ตัวที่แข็งแรงจึงจะอยู่รอด ในสังคมปัจจุบันมีกฎหมายคุ้มครองป้องกันให้ผู้อ่อนแอสามารถอยู่รอดร่วมสังคมกับผู้ที่แข็งแรงกว่าได้อย่างสันติ ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
เด็กและเยาวชน” เป็นกลุ่มหนึ่งในผู้ถูกกระทำในฐานะผู้อ่อนแอในสังคม ด้วยเหตุที่ยังไม่รู้สำนึกเพียงพอ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถูกทำให้กลัว หรือถูกบังคับให้กระทำด้วยความจำเป็น จึงทำให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อของภัยร้ายได้ง่าย เนื่องจากมีผู้ต้องการแสวงหาประโยชน์จากเด็กและเยาวชนมากขึ้นและใช้ข้อบกพร่องของเด็กและเยาวชนในการละเมิดสิทธิของพวกเขา จากปัญหาดังกล่าวจะเห็นได้จากปัญหาการค้าแรงงานเด็ก ปัญหาการค้ามนุษย์ และปัญหาโสเภณีเด็ก ซึ่งเป็นการริดรอนสิทธิเในตัวของเด็กและเยาวชนที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย เพื่อความเป็นธรรมในสังคมเด็กและเยาวชนที่ถูกกระทำต้องได้รับการเยียวยาความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิด้วย
แต่ประเด็นคำถามที่น่าสนใจคือ กฎหมายสามารถคุ้มครอง เด็กและเยาวชนผู้ถูกละเมิดได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ท้าทายให้ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้
2. ข้อเท็จจริง
กฎหมายที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในประเทศไทยนั้นมีอยู่หลายฉบับ โดยทุกฉบับมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนโดยมีกฎหมายดังต่อไปนี้
2.1 กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
ในกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศปรากฏมาตราเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนได้แก่มาตรา40(6)และมาตรา 52 โดยแต่ละมาตรามีสาระสรุปดังนี้
มาตรา 40 (6) บัญญัติไว้ว่า เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ บุคคลทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ได้รับการคุ้มครองในกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเหมาะสมและได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ
มาตรา 52 บัญญัติไว้ว่า เด็กและเยาวชนมีสิทธิในการอยู่รอดและได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจและสติปัญญา ตามศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ เด็กและเยาวชนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองจากรัฐให้ปราศจากการใช้ความรุนแรง และการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม ทั้งมีสิทธิได้รับการบำบัดฟื้นฟูในกรณีที่มีเหตุดังกล่าว การแทรกแซงและการจำกัดสิทธิของเด็กและเยาวชนจะกระทำมิได้เว้นแต่กฎหมายจะได้กำหนดเฉพาะเพื่อสงวนและรักษาไว้ซึ่งสถานะหรือประโยชน์สูงสุดของเด็กและเยาวชนนั้น
สรุปแล้วการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลจะกระทำไม่ได้เว้นแต่จะมีกฎหมายได้ให้อำนาจไว้ แต่การจำกัดสิทธินั้นต้องเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กและเยาวชนเท่านั้น
2.2 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ได้มีการให้คำนิยามคำว่า “เด็ก”ตามมาตรา 4 ว่า“เด็ก” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส
และมีมาตรการปฏิบัติต่อเด็กที่สำคัญ ในหมวดที่ 2 โดยกำหนดหลักการสำคัญไว้ในมาตรา 22 ดังนี้
มาตรา 22 การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
การกระทำใดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กหรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อเด็ก ให้พิจารณาตามแนวทางที่กำหนดในกฎกระทรวง
จากหลักการดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการจะปฏิบัติต่อเด็กนั้นจะต้องกระทำโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเสมอ ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายกว้างและเป็นบทกฎหมายยุติธรรมซึ่งต้องปรับใช้ในแต่ละกรณี จากการวิเคราะห์ความหมายของคำว่าประโยชน์สูงสุดของเด็กโดยนักวิชาการทางกฎหมายแล้ว ประโยชน์สูงสุดของเด็ก หมายถึง สิทธิต่างๆของเด็กที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ เด็กทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสถานะทางสังคม ที่ทำให้เด็กนั้นมีความสุขในการดำเนินชีวิต และคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็ก รวมถึงพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็กอีกด้วย
มาตรา 23 ได้บัญญัติไว้ว่า ผู้ปกครองมีหน้าที่เลี้ยงดูอุปการะเด็ก ที่อยู่ภายใต้การปกครองของตนตามควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณี โดยไม่ต่ำกว่าที่มาตรฐานของกฎกระทรวงและคุ้มครองมิให้เด็กอยู่ในอันตรายทั้งทางร่างกายและจิตใจ
จากมาตรา 23 จะเห็นได้ว่าผู้ปกครองนั้นมีหน้าที่ต้องดูแลเด็กในความปกครองของตนให้ดี และไม่ควรกระทำดังต่อไปนี้ การทอดทิ้งไว้ตามสถานที่รับเลี้ยงโดยมีเจตนาไม่รับกลับ หรือทิ้งไว้ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม จงใจละเลยไม่ให้สิ่งที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิต สุขภาพอนามัยทำให้เกิดอันตรายแก่จิตใจและร่างกายของเด็ก ปฏิบัติต่อเด็กในลักษณะขัดขวางการเจริญเติบโตหรือเลี้ยงดูด้วยวิธีที่มิชอบ
มาตรา 26 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้
(1) กระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก
(2) จงใจหรือละเลยไม่ให้สิ่งจำเป็นแก่การดำรงชีวิตหรือการรักษาพยาบาลแก่เด็กที่อยู่ในความดูแลของตน
จนน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของเด็ก
(3) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด
(4) โฆษณาทางสื่อมวลชนหรือเผยแพร่ด้วยประการใด เพื่อรับเด็กหรือยกเด็กให้แก่บุคคลอื่น
ที่มิใช่ญาติของเด็ก เว้นแต่เป็นการกระทำของทางราชการหรือได้รับอนุญาตจากทางราชการแล้ว
(5) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือกระทำด้วยประการใดให้เด็กไปเป็นขอทาน เด็กเร่ร่อน
หรือใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการขอทานหรือการกระทำผิด หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหา
ประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก
(6) ใช้ จ้าง หรือวานเด็กให้ทำงานหรือกระทำการอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจมีผลกระทบ
ต่อการเจริญเติบโต หรือขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก
(7) บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กเล่นกีฬาหรือให้กระทำการใด เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้าอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กหรือมีลักษณะเป็นการทารุณกรรมต่อเด็ก
(8) ใช้หรือยินยอมให้เด็กเล่นการพนันไม่ว่าชนิดใดหรือเข้าไปในสถานที่เล่นการพนัน สถานค้าประเวณี
หรือสถานที่ที่ห้ามมิให้เด็กเข้า
(9) บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กแสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะ
ลามกอนาจารไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือเพื่อการใด
(10) จำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก เว้นแต่การปฏิบัติทางการแพทย์
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งมีโทษตามกฎหมายอื่นที่หนักกว่าก็ให้ลงโทษตามกฎหมายนั้น
วิเคราะห์มาตรา 26แล้วจะเห็นได้ว่า กฎหมายได้คุ้มครองสิทธิของเด็กจากการถูกละเมิดสิทธิต่างๆ จึงเป็นมาตราที่สำคัญมาตราหนึ่ง เนื่องจากการคุ้มครองนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กและมีผลเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติอื่นๆ อย่างเช่น พระราชบัญญัติแรงงาน และ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
2.3พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553
มาตรา 4 ได้มีการให้คำนิยามของคำว่าเด็กและเยาวชนแยกจากกัน โดยเด็กหมายความว่า บุคคลที่อายุเกิน 7 ปีแต่ไม่ถึง 14 ปีบริบูรณ์ ส่วนเยาวชนนั้นหมายถึง บุคคลที่มีอายุมากกว่า 14 ปีบริบูรณ์แต่ไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ นอกจากนั้นกฎหมายฉบับนี้ยังให้มีการจัดตั้งสถานพินิจเด็กและเยาวชน และการควบคุมประพฤติรวมทั้งการฝึกอบรมเด็กและเยาวชน เพราะฉะนั้นเด็กที่กระทำความผิดจะถูกส่งไปยังสถานพินิจเพื่อคุมประพฤติ ได้รับการศึกษาและฝึกอาชีพเพื่อให้เมื่อได้ออกจากสถานพินิจแล้วจะได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้
2.4 อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็กโดยไม่เลือกปฏิบัติกับเด็กทุกคนบนโลก ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะสัญชาติ สีผิว เชื้อชาติ ศาสนาใดก็ตามหรือมีสถานะทางสังคม ทรัพย์สินหรือวัฒนธรรมที่แตกต่างย่อมต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียม โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก กล่าวถึงการให้สิทธิแก่เด็กในการมีชีวิต อยู่รอดในสังคม การพัฒนาทางจิตใจและอารมณ์ รวมถึงสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็กที่จะต้องให้ความสำคัญกับความคิดเหล่านั้น
ประเทศไทยในฐานะประเทศภาคีที่ได้ร่วมลงนามและให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าว ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญา โดยได้มีการปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสวัสดิภาพ สิทธิเสรีภาพของเด็กและเยาวชน และที่สำคัญที่สุดก็คือ ประเทศไทยได้จัดให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 เป็นฉบับใหม่พ.ศ. 2553 ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในอนุสัญญามากขึ้น
2.5 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้มีบทบัญญัติคุ้มครองการใช้แรงงานเด็กโดยเฉพาะเนื่องจากเด็กเป็นผู้อ่อนเยาว์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การใช้แรงงานเด็กอาจจะก่อให้เกิดผลร้ายแก่เด็กเพราะเมื่อเด็กทำงานหนักจะทำให้ได้รับการศึกษาที่เหมาะสมแก่วัยได้อย่างไม่เต็มที่ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงมีการกำหนดอายุของเด็กที่สามารถทำงานได้ และกำหนดประเภทงานที่เด็กสามารถทำได้ รวมถึงกำหนดสถานที่ที่ห้ามเด็กทำงาน และการกำหนดการทำงานล่วงเวลา วันลาหยุดพักผ่อนและให้การคุ้มครองเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างแรงงานของเด็ก พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้เห็นความสำคัญของสิทธิเด็กที่กฎหมายจะต้องคุ้มครองดูแล หากปล่อยไว้เด็กจะถูกละเมิดสิทธิโดยการใช้แรงงานอย่างทารุณเยี่ยงทาส ย่อมทำให้เกิดความเสียหายมากมาย จึงมีบทบัญญัติเพื่อปกป้องคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กในมาตรา 44 ถึงมาตรา 52 โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
มาตรา 44 ห้ามมิให้นายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง
มาตรา 45 ในกรณีที่มีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเป็นลูกจ้าง ให้นายจ้างปฏิบัติดังนี้
(1) แจ้งการจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน
(2) จัดทำบันทึกสภาพการจ้างกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเก็บไว้ ณ สถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของนายจ้าง พร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจได้ในเวลาทำการ
(3) แจ้งการสิ้นสุดการจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่เด็กออกจากงาน
การแจ้งหรือการจัดทำบันทึกตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด
มาตรา 46 ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กมีเวลาพักวันหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงติดต่อกันหลังจากที่ลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกินสี่ชั่วโมง แต่ในสี่ชั่วโมงนั้นให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กได้มีเวลาพักตามที่นายจ้างกำหนด
มาตรา 47 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกา ถึงเวลา 06.00 นาฬิกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย
นายจ้างอาจให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีและเป็นผู้แสดงภาพยนตร์ ละครหรือการแสดงอย่างอื่นที่คล้ายคลึงกันทำงานในระหว่างเวลาดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้นได้พักผ่อนตามสมควร
มาตรา 48 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด
มาตรา 49 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(1) งานหลอม เป่า หล่อ หรือรีดโลหะ
(2) งานปั๊มโลหะ
(3) งานเกี่ยวกับความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน เสียง และแสงที่มีระดับแตกต่างจากปกติ อันอาจเป็นอันตรายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(4) งานเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นอันตรายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(5) งานเกี่ยวกับจุลชีวันเป็นพิษซึ่งอาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา หรือเชื้ออื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(6) งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ เว้นแต่งานในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(7) งานขับหรือบังคับรถยกหรือปั้นจั่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(8) งานใช้เลื่อยเดินด้วยพลังไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์
(9) งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ อุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา
(10) งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสีตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(11) งานทำความสะอาดเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ขณะที่เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์กำลังทำงาน
(12) งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่สิบเมตรขึ้นไป
(13) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 50 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานที่ดังต่อไปนี้
(1) โรงฆ่าสัตว์
(2) สถานที่เล่นการพนัน
(3) สถานเต้นรำ รำวง หรือรองเง็ง
(4) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการโดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า หรือโดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอนหรือมีบริการนวดให้แก่ลูกค้า
(5) สถานที่อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 51 ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างของลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กให้แก่บุคคลอื่นห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันเพื่อการใด ๆ จากฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก
ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก บิดามารดาหรือผู้ปกครองของลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กจ่ายหรือรับเงินหรือประโยชน์ตอบแทนใด ๆ เป็นการล่วงหน้าก่อนมีการจ้าง ขณะแรกจ้างหรือก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กในแต่ละคราว มิให้ถือว่าเป็นการจ่ายหรือรับค่าจ้างสำหรับลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้น และห้ามมิให้นายจ้างนำเงินหรือประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวมาหักจากค่าจ้างซึ่งต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กตามกำหนดเวลา
มาตรา 52 เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงานของเด็กให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปี มีสิทธิลาเพื่อเข้าประชุม สัมมนา รับการอบรม รับการฝึกหรือลาเพื่อการอื่น ซึ่งจัดโดยสถานศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่อธิบดีเห็นชอบ โดยให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กแจ้งให้นายจ้างทราบล่วงหน้าถึงเหตุที่ลาโดยชัดแจ้ง พร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ถ้ามี และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ปีหนึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน
2.6 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540
นิยามคำว่า “เด็ก” ตามพระราชบัญญัตินี้หมายถึงบุคคลซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์และพระราชบัญญัตินี้มีหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันสวัสดิภาพและสิทธิของเด็กโดยกำหนดว่าในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็ก ซื้อขาย จำหน่าย รับมา หามาจากหรือส่งไปยังที่ได้รับ หน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงหรือเด็ก หรือจัดให้หญิงหรือเด็กกระทำการหรือยอมรับการกระทำใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อการอนาจาร หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ว่าหญิงหรือเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานและเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ นอกจากนั้นผู้ใดตระเตรียมเพื่อกระทำความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้ดังกล่าวต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมาย นอกจากนี้พนักงานและเจ้าหน้าที่ที่เป็นเพศหญิงมีอำนาจที่จะตรวจตัวหญิงหรือเด็กที่ถูกละเมิดทางเพศ การกักตัวหญิงหรือเด็กให้กระทำเท่าที่จำเป็น หากจะกักตัวเด็กไว้เกิน 24 ชั่วโมงแต่ไม่เกิน 10 วันต้องได้รับการอนุมัติจากอธิบดีกรมตำรวจ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณี การกักตัวหญิงหรือเด็กดังกล่าวจะต้องกักตัวในสถานที่อันสมควรซึ่งไม่ใช่ห้องขังหรือสถานที่คุมขัง และเมื่อเด็กและหญิงได้เบิกความต่อศาลแล้วให้ถือว่าการกักตัวนั้นสิ้นสุดลง
2.7 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539
เหตุที่ต้องมีพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เพราะการประเวณีเป็นเหตุสำคัญที่มาจากสภาพเศรษฐกิจและสังคม จึงควรมีการบัญญัติกฎหมายเพื่อแก้ปัญหา และลงโทษผู้กระทำความผิด ส่วนผู้ค้าประเวณีจะได้รับเหตุลดโทษและบำบัดฟื้นฟูจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ถูกนำไปค้าประเวณี โดยกำหนดโทษสถานหนักแก่บิดามารดา กล่าวคือถอดถอนอำนาจปกครองและ ผู้ชักพา สนับสนุนที่จะต้องลงโทษอย่างหนักจึงได้ตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น โดยทั่วไปพระราชบัญญัติฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีซึ่งได้กำหนดโทษทั้งผู้ที่จัดหา ดำเนินกิจการและผู้ใช้บริการ รวมถึงบิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี ส่วนเด็กและเยาวชนที่ค้าประเวณีนั้นต้องได้รับการคุ้มครองและพัฒนาอาชีพในศูนย์ฝึกอาชีพของรัฐ มีระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ส่วนการประกาศโฆษณาเพื่อการค้าประเวณีจะมีโทษทั้งจำคุกและปรับ
จะเห็นได้ว่าประเทศไทยและองค์กรในระดับสากลได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชน ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของไทยหลายฉบับดังกล่าวแล้ว
2. 8 การค้ามนุษย์
การค้ามนุษย์เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงและเป็นปัญหาในการบั่นทอนความมั่นคงของมนุษย์ การที่มองมนุษย์ผู้เป็นประธานแห่งสิทธิเป็นเพียงวัตถุที่ใช้ในการจำหน่ายจ่ายโอนเท่านั้น ซึ่งไม่ต่างอะไรกับแนวคิดในเรื่องทาส แม้ว่าปัจจุบันจะมีการล้มเลิกระบบทาสและให้สิทธิแก่มนุษย์ทุกคน แต่กระบวนการการค้ามนุษย์ดังกล่าวยังคงมีอยู่
การค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชนมีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ การค้าประเวณี และ การค้าแรงงานโดยเด็กที่ตกเป็นเหยื่อจากทั้ง 2 กรณี ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจนและด้อยการศึกษาซึ่งเป็นปัจจัยเชิงเหตุที่สำคัญของการค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชนในประเทศไทย

2.9 การค้าประเวณีเด็ก
นิยามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ได้ให้ความหมายคำว่า”การค้าประเวณี”ไว้ว่า “การค้าประเวณี” หมายความว่า การยอมรับการกระทำชำเราหรือ การยอมรับการกระทำอื่นใด เพื่อสำเร็จความใคร่ในทาง กามารมณ์ของผู้อื่น อันเป็นการสำส่อนเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใด ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ยอมรับการกระทำและผู้กระทำจะเป็นบุคคลเพศเดียวกันหรือคนละเพศก็ตาม
การค้าประเวณีเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมที่ในกระบวนการค้าประเวณีมีเด็กและเยาวชนร่วมอยู่ด้วย ผู้ค้าต้องการที่จะแสวงหาประโยชน์อันมหาศาล จากตัณหาและความใคร่ตามธรรมชาติของมนุษย์ ถึงแม้ว่าจะเป็นการดีสำหรับระบบเศรษฐกิจก็ตาม แต่กิจการค้าประเวณีเป็นกิจการอันมิชอบด้วยกฎหมาย เงินได้จากการประกอบกิจการถือเป็นเงินไม่บริสุทธิ เนื่องจากได้มาโดยการละเมิดต่อสิทธิของผู้ถูกค้า โดยกฎหมายได้ให้การคุ้มครองสิทธิของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ไม่ว่าผู้ถูกค้าจะยอมหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวยังมีปัญหาในการบังคับใช้อยู่บ้าง สามารถดูได้จากสถิติการแจ้งคดีเรื่องการค้าประเวณี
สถิติคดีค้าประเวณีในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นในปี 2544 ตำรวจได้รับแจ้งคดีค้าประเวณี จำนวน 17356 คดี และได้ทำการจับกุมคดีดังกล่าวจำนวน 17043 คดี ในปีที่ 2553 ตำรวจได้รับแจ้งคดีการค้าประเวณีจำนวน 31912 คดีและทำการจับกุมคดีดังกล่าวจำนวน 31779 คดี จะเห็นได้ว่าจำนวนคดีมีแนวโน้มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าตัวจากปี 2544 ถึง 2553 เป็นระยะเวลา 9 ปี แสดงดังตารางต่อไปนี้

ปี คดีที่ได้รับแจ้ง คดีที่จับกุม
2544 17356 17043
2553 31912 31775
ที่มา : สำนักสถิติแห่งชาติ, 2554
การค้ามนุษย์ทั้งชายและหญิงเกิดขึ้นทั้งการค้าเข้ามาและการค้าออกไปจากประเทศไทยเพื่อวัตถุประสงค์หลายประการ กฎหมายจึงมีมาตรการปราบปรามการค้ามนุษย์ เช่นเดียวกับการปราบปรามการค้าประเวณี กฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับการค้าประเวณีได้แก่ พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ซึ่งบัญญัติให้การนำพาหญิงหรือเด็กเพื่อวัตถุประสงค์ในการสนองความใคร่เพื่อการอนาจารหรือแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นเป็นความผิด ไม่ว่าหญิงหรือเด็กนั้นจะยินยอมในการนำพาหรือให้การกระทำที่ได้ทำไปก็ตาม ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าหญิงและเด็ก ต้องระวางโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี สำหรับการสมคบกันกระทำความผิดเหล่านี้ พระราชบัญญัตินี้ได้พิจารณาการปฏิบัติต่อหญิงและเด็กที่ถูกค้า ตัวอย่างเช่น ผู้ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์อาจถูกเพียงเจ้าหน้าที่กักตัวเป็นระยะเวลาสั้นๆ และจะต้องไม่ถูกกักตัวในสถานคุมขังหรือห้องขัง หญิงและเด็กที่ถูกค้าเข้ามาในประเทศไทย จะได้รับอาหารและสถานสงเคราะห์ และการส่งกลับภูมิลำเนาของตน
กฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ได้แก่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 สามารถนำไปใช้ในการฟ้องร้องบุคคลซึ่งค้าหญิงและเด็กเพื่อการประเวณีได้ตามมาตรา 9 วางหลักไว้ว่า ผู้ใดเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ไม่ว่าการกระทำนั้นจะกระทำในหรือนอกราชอาณาจักรก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท มาตราดังกล่าวให้ลงโทษหนักขึ้นอีก 1ใน3 หากมีการใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ หรือใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดธรรมนองครองธรรม หรือการใช้วิธีข่มขืนใจ ตามมาตรา 12 พิจารณาการบังคับให้ค้าประเวณีซึ่งมีการกักขังผู้อื่นไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการทำลายเสรีภาพของบุคคลและลงโทษให้ค้าประเวณีโดยทำร้ายร่างกายหรือขู่เข็ญต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 20 หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือ ประหารชีวิต และหากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานของรัฐผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุก 15 ถึง 20 ปีซึ่งเป็นการกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ ทำให้ได้รับโทษสูงกว่ากรณีทั่วไป อย่างไรก็ไม่ต่ำกว่าโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด
กฎหมายอื่นที่มีผลกระทบต่อหญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ได้มีบันทึกข้อตกลงเรื่องแนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสงเคราะห์และองค์กรพัฒนาเอกชนในการดำเนินการกรณีค้าหญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2542 หรือเรียกว่า “บันทึกข้อตกลง พ.ศ.2542” ในข้อตกลงดังกล่าวได้กำหนดระเบียบการปฏิบัติต่อผู้ถูกค้า ทั้งที่เป็นคนไทยและคนต่างชาติ นอกจากนั้นข้อตกลงดังกล่าวจึงครอบคลุมถึงการใช้แรงงานเยี่ยงทาส อย่างการบังคับให้ขอทานและการกระทำอื่นที่ทารุณโหดร้าย
ถึงแม้จะมีการพยายามในการทำงานระหว่างองค์กรพัฒนาของเอกชนกับรัฐบาลตามบันทึกข้อตกลงพ.ศ. 2542 เพื่อให้บรรลุถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังคงมีปัญหาในเชิงปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์ของเจ้าหน้าที่รัฐยังมีจำกัดอยู่ เช่น เจ้าหน้าที่ยังคงถือว่าการค้ามนุษย์นั้นมีความหมายถึงการค้าประเวณีเท่านั้น ผู้ถูกค้าเพื่อวัตถุประสงค์อื่นยังถูกปฏิบัติเหมือนผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และมักจะถูกส่งกลับภูมิลำเนาโดยไม่ได้รับความช่วยเหลืออื่นใด อุปสรรคในการช่วยเหลือผู้ถูกบังคับให้ค้าประเวณีไม่ได้เกิดจากปัญหาทางด้านภาษา แต่ยังเกิดจากทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีต่อผู้ถูกค้ารวมทั้งการละเลยสิทธิของพวกเขาและในคดีส่วนใหญ่ไม่มีองค์กรพัฒนาเอกชนที่จะแจ้งให้ผู้ถูกค้าทราบถึงสิทธิของพวกเขาที่พึงมี หรือเข้าไปแทรกแซงและจัดการให้ผู้ถูกค้าได้รับการคุ้มครอง การได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะให้กำลังใจแก่ผู้ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์และช่วยเหลือให้พวกเขาได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอ เพื่อจะได้ตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิในชีวิตของพวกเขาเองที่สามารถตัดสินใจเส้นทางชีวิตของตนได้ การคุ้มครองเมื่อผู้ถูกค้าเป็นพยานก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้ถูกค้า จึงสมควรจะมีหลักประกันในการคุ้มครองผู้ถูกค้าที่เป็นพยานด้วย
แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนหลายฉบับแต่ไม่สามารถจับการค้าประเวณีของหญิงและเด็กให้หมดสิ้นไปได้และรายได้จำนวนมหาศาลจากการค้าประเวณีจากทั้งความสมัครใจและการถูกบังคับเป็นเหตุจูงใจให้ผู้ค้าหญิงหรือเด็กเพื่อการประเวณียอมเสี่ยงต่อการถูกลงโทษทางกฎหมาย ในขณะเดียวกันภาครัฐก็เริ่มให้ความสนใจจัดระเบียบการค้าประเวณีที่ผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายเพื่อนำรายได้เข้ารัฐ แต่ความคิดดังกล่าวมีคนจำนวนมากไม่เห็นด้วย
2.10 การค้าแรงงานเด็ก
สถานการณ์ยังปรากฏว่ามีการใช้แรงงานเด็กจำนวนมากโดยมิชอบด้วยกฎหมาย สาเหตุสำคัญที่เด็กเข้ามาเป็นแรงงานนั้นมาจากปัญหาทางฐานะของครอบครัวยากจน ครอบครัวไม่สามารถเลี้ยงดูและให้การศึกษาเพื่อมีการพัฒนาการตามวัยเช่นเดียวกับเด็กทั่วไปได้ ทำให้เด็กเหล่านี้ต้องรับภาระหางานทำเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว
สถานการณ์โดยทั่วไปเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กในประเทศไทย จากรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ เปิดเผยว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในการลดการใช้แรงงานเด็กในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เนื่องด้วยมาตรการด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นคุณประโยชน์แต่ยังมีการใช้แรงงานเด็กบางลักษณะอยู่ กระทรวงแรงงานประเมินผลว่า เด็กจำนวน 3 แสนคนอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานอย่างถูกกฎหมายในสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนเมื่อปี พ.ศ. 2548 เด็กเหล่านั้น ร้อยละ 60 เป็นเพศชาย และ ร้อยละ 40 เป็นหญิง อันที่จริงสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กอาจจะมีความรุนแรงมากกว่าตัวเลขที่ปรากฏอย่างเป็นทางการ ถ้านับรวมถึงการใช้แรงงานเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปีอย่างผิดกฎหมายโดยเฉพาะเด็กต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือขึ้นทะเบียนอย่างไม่ถูกต้องนอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาอันเกิดจากการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายบางรูปแบบอีกด้วย ได้แก่ ปัญหาที่เกิดจากเหยื่อของการค้ามนุษย์ แรงงานเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เด็กที่ถูกบังคับใช้ให้ขอทาน เด็กที่ถูกใช้ทำงานบ้าน นอกจานี้ยังมีปัญหาอื่นๆอีกเช่น การใช้แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมการผลิตบางประเภท การประมง การบริการต่างๆ เช่นตามร้านคาราโอเกะ ร้านอาหาร และการใช้แรงงานเด็กในทางเกษตรกรรม มีกลุ่มเด็กที่อาจจะถูกทารุณได้ง่ายหลายกลุ่ม เช่น เด็กที่เป็นชนกลุ่มน้อย เด็กต่างด้าว และเด็กยากจน
จากการประเมินการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายในประเทศไทยในจังหวัดเชียงราย ตาก อุดรธานี สมุทรสาคร สงขลาและปัตตานี ในปี2549 ทำให้ทราบว่า แม้การแก้ปัญหาแรงงานเด็กจะมีการคืบหน้ามากในประเทศไทยแต่ปัญหาก็ยังคงอยู่ ในบรรดาแรงงานเด็กที่ถูกสำรวจมากกว่า 2200 คน พบว่าร้อยละ 35 มีอายุน้อยกว่า 15 ปี เด็กส่วนใหญ่ทำงานกว่า 8 ชั่วโมงต่อวันและมีจำนวนมากที่ต้องงานเวลาตอนเย็นหรือตอนกลางคืน หรือมีเวลาในการทำงานที่ไม่แน่นอน เด็กจำนวนมากต้องตกอยู่ในสภาพการทำงานที่เป็นอันตราย เช่น มีฝุ่นควัน เสียงดัง สารเคมี และภัยทางจิตใจ ยิ่งไปกว่านั้นเด็กหลายคนถูกนายจ้างทารุณหลายรูปแบบ เช่นถูกกักขัง ถูกลงโทษทางกาย ถูกคุกคามโดยทั่วไป ถูกคุกคามทางเพศ ถูกข่มขืน ถูกพูดดูหมิ่นเหยียดหยาม ส่วนแรงงานเด็กได้รับค่าจ้างน้อยกว่าผู้ใหญ่ในขณะที่ทำงานประเภทเดียวกันและเวลาทำงานที่เท่ากัน ในบรรดาแรงงานเด็กที่สำรวจราวครึ่งหนึ่งได้รับค่าจ้างแรงงานไม่ถึง 2000 บาทต่อเดือน ซึ่งน้อยกว่าแรงงานขั้นต่ำในประเทศไทยประมาณครึ่งหนึ่ง
ปัจจัยที่ทำให้เด็กถูกใช้งานในรูปแบบที่เลวร้ายได้แก่ เพศ สัญชาติ เชื้อชาติ สถานการณ์เป็นแรงงานข้ามชาติ เด็กส่วนใหญ่ที่ถูกใช้งานในรูปแบบที่เลวร้ายไม่ใช่เด็กไทย อาจเป็นเด็กต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยส่วนใหญ่มาจากพม่า ส่วนเด็กไทยมีเพียงร้อยละ 16 ที่ตกอยู่ในสภาพเลวร้าย นอกจากนี้เด็กซึ่งเป็นเหยื่อจากการใช้แรงงานมีเพียงร้อยละ 34 ที่มีเอกสารแสดงตนเกี่ยวกับทะเบียนประวัติ
การขาดการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กตกเป็นเหยื่อของแรงงานในรูปแบบที่เลวร้าย เด็กเหล่านี้มีการศึกษาน้อยกว่าเด็กอื่นๆ ในบรรดาเด็กที่เป็นตัวอย่างในการศึกษานี้ ร้อยละ 72 ถูกใช้แรงงานในรูปแบบที่เลวร้าย
จากผลการประเมินดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีการละเมิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อย่างชัดเจน ซึ่งห้ามมิให้นายจ้าง จ้างลูกจ้างเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นลูกจ้างแรงงาน ทั้งยังมีการให้เด็กทำงานในเวลาที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด นอกนั้นยังมีการละเมิดในสิทธิเสรีภาพของเด็กอีกหลายประการ รวมถึงการไม่มีเอกสารแสดงตนของเด็กซึ่งจำเป็นต่อการบังคับคดีให้เป็นไปตามกฎหมายการจัดการบังคับตามกฎหมายจึงยังไม่บรรลุผลสำเร็จได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายได้
3. ข้อพิจารณา
หากพิจารณาจากตัวบทกฎหมายที่ได้มีการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนจะพิจารณาแยกได้ 2 ลักษณะอันได้แก่ คุณภาพของกฎหมาย และ การบังคับใช้กฎหมาย
3.1 พิจารณาในแง่คุณภาพของกฎหมาย
ตามเจตนารมณ์ของการบัญญัติกฎหมายแต่ละฉบับนั้นมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก ทั้งสิทธิทางชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สิน สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ต้องการจะได้รับการศึกษา ความรู้เหมาะสมแก่วัย และได้รับความอบอุ่น การเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะกระบวนการที่ต้องการหาประโยชน์กับเด็กนั้นมีมากมาย กฎหมายแต่ละฉบับออกในวาระของปีที่แตกต่างกัน แม้มีเจตนารมณ์ก็ตาม จากที่ได้อ่านตัวบทกฎหมายในเรื่องลักษณะของนิยาม คำว่า “เด็ก” แล้วนั้นทำให้พบว่า นิยามคำว่าเด็กของกฎหมายแต่ละฉบับมีนิยามที่แตกต่างออกไป หรืออาจจะไม่ได้นิยามศัพท์นั้นไว้เลย ดังต่อไปนี้
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
ในมาตรา 40 และ 52 ได้มีการบัญญัติคำว่า “เด็ก” และ “เยาวชน” แยกออกจากกัน แต่มิได้กำหนดนิยามตามกฎหมาย ว่า “เด็ก” และ “เยาวชน” ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมีอายุไม่เกินกี่ปี หรือได้อ้างอิงตามนิยามของพระราชบัญญัติอื่นที่กำหนดนิยามของเด็กและเยาวชนไว้เฉพาะ
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
ในมาตรา 4 ได้มีการให้นิยามของคำว่า “เด็ก” ไว้ว่า
“เด็ก” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า18 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส
พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553
ในมาตรา 4 นี้ได้มีการให้คำนิยามของคำว่าเด็กและเยาวชนแยกจากกัน
“เด็ก” หมายความว่า บุคคลที่อายุเกิน 7 ปีแต่ไม่ถึง 14 ปีบริบูรณ์
“เยาวชน” หมายความว่า บุคคลที่มีอายุมากกว่า 14 ปีบริบูรณ์แต่ไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
ได้บัญญัตินิยามคำว่า “เด็ก” หมายถึง มนุษย์ทุกคนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะก่อนหน้านั้นตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่เด็กนั้น
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานนั้นมิได้มีการบัญญัตินิยามของเด็กโดยตรงและไม่ปรากฏคำว่าเยาวชน ดังนั้นจึงอาจหมายความได้ว่า เด็กและเยาวชนจึงจะต้องใช้นิยามเดียวกัน แต่แม้ไม่มีการบัญญัตินิยามเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติอื่นๆ แต่สามารถตีความได้จากมาตรา44 และมาตรา 45
มาตรา 44 ห้ามมิให้นายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นลูกจ้าง
มาตรา 45 ในกรณีมีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นลูกจ้าง ให้นายจ้างปฏิบัติดังนี้
จากทั้งสองมาตราดังกล่าวมีการบัญญัติชัดแจ้งโดยใช้คำว่า “เด็ก” ดังนั้นจากมาตรา 45 บุคคลผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีจึงยังเป็น “เด็ก” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540
ได้มีนิยามในมาตรา 4 ไว้ว่า “เด็ก” หมายความว่า บุคคลผู้มีอายุไม่เกิน18ปีบริบูรณ์
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539
ในพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้มีการบัญญัตินิยามของคำว่าเด็กและเยาวชนไว้โดยเฉพาะ แต่ได้มีการบัญญัติคำว่า “เด็ก”และ “เยาวชน” ลงในพระราชบัญญัติดังกล่าว ในส่วนที่บัญญัติคำว่า เด็ก นั้นสามารถตีความเทียบเคียงกับนิยามได้โดยดูจากมาตราดังต่อไปนี้
มาตรา 8 วรรค 2 ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำแก่เด็กอายุไม่เกิน สิบห้าปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงหกปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึง หนึ่งแสนสองหมื่นบาท
มาตรา 9 วรรค 2 ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำแก่เด็กอายุ ยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับ ตั้งแต่สองแสนบาทถึงสี่แสนบาท
ดังนั้นจากมาตราดังกล่าวจึงอาจเข้าใจได้ว่า เด็กตามพระราชบัญญัตินี้หมายถึง บุคคลที่มีอะไรไม่เกิน 15 ปี แต่ยังไม่อาจสรุปแน่ชัดว่า เด็กตามพระราชบัญญัตินี้แท้จริงต้องมีอายุไม่เกินเท่าใด
นิยามคำว่าเด็กตามกฎหมายแต่ละฉบับนั้นมีความแตกต่างกันไป ความหมายของคำว่า “เด็ก” ตาม พจนานุกรรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2542 ได้ให้นิยามคำว่าเด็กว่า คนที่ยังมีอายุยังน้อย และในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ใช้คำว่า “ผู้เยาว์” ซึ่งหมายถึง บุคคลที่อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์และยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยการสมรสอันชอบด้วยกฎหมาย
จากการได้ทราบนิยามที่กฎหมายแต่ละฉบับได้บัญญัติหรือมิได้บัญญัติโดยตรงนั้นแล้วจึงทำให้ทราบได้ว่า กฎหมายที่ใช้คุ้มครองการละเมิดสิทธิของเด็กเยาวชนนั้นมีปัญหาด้านนิยาม ซึ่งแต่ละฉบับควรปรับนิยามของ “เด็ก” และ “เยาวชน” ให้สอดคล้องกัน เนื่องจากปัจจุบันนิยามของคำว่า เด็กและเยาวชนยังมีความแตกต่างกันอย่างไร หรือไม่ควรปรับให้นิยามนั้นมีความแน่นอน บัญญัติอย่างชัดเจนเพื่อประโยชน์แก่การบังคับใช้กฎหมายให้คุ้มครองเด็กและผู้เยาว์ให้สมตามเจตนารมณ์ในการบัญญัติกฎหมาย
3.2 พิจารณาในแง่การบังคับใช้กฎหมาย
เนื่องจากกฎหมายมีเจตนารมณ์ที่ต้องการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพ เมื่อมีกฎหมายที่บัญญัติไว้อย่างดีแล้ว หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดและจริงจัง ก็จะไม่สามารถคุ้มครองสิทธิให้แก่เด็กและเยาวชนได้ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ และคนในสังคมจำเป็นที่จะต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทั้งนี้เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไป ย่อมมีการบัญญัติแก้กฎหมายให้ปรับรับทันกับสถานการณ์ของสังคมและวัฒนธรรมที่แปรเปลี่ยนไป เมื่อมีกฎหมายบัญญัติปรับปรุงใหม่ จึงเป็นหน้าที่ที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคนควรทราบเมื่อได้ประกาศใช้ในพระราชกิจจานุเบกษาแล้ว และยังไม่สามารถอ้างความไม่รู้กฎหมายให้พ้นผิดได้เช่นกัน
ปัญหาจากการการบังคับใช้ของเจ้าหน้าที่และประชาชนต่อกฎหมายใหม่ซึ่งยังไม่ทราบกันอย่างแพร่หลาย อย่างเช่น พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 โดยมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน จึงเป็นกฎหมายที่ออกมาใหม่พอสมควร พระราชบัญญัติดังกล่าวมีหลักการสำคัญกำหนดให้เด็กและเยาวชนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองในการดำเนินกระบวนการพิจารณาอย่างเหมาะสม และให้เด็กเยาวชนสตรีและบุคคลในครอบครัวมีสิทธิได้รับการคุ้มครองจากรัฐให้ปราศจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม ซึ่งในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 กลับให้ความคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำผิดต่ำกว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ให้การคุ้มครองผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งถือว่าขัดต่อเจตนารมณ์ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวคือมีการกำหนดโทษได้ไม่เหมาะสมจึงถูกยกเลิกกฎหมายไป เมื่อมีกฎหมายใหม่มาใช้บังคับ เจ้าหน้าที่และประชาชนจักต้องทำความเข้าใจตามพระราชบัญญัติฉบับพ.ศ.2553 เพื่อการบังคับใช้ที่ได้ประสิทธิภาพและเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ปัญหาอีกประการคือ กฎหมายมุ่งคุ้มครองบุคคลตามกฎหมาย อันหมายถึงเด็กและเยาวชนที่มีทะเบียนสิทธิหรือเป็นเด็กสัญชาติไทยเท่านั้น ซึ่งหากเด็กและเยาวชนผู้ถูกละเมิดสิทธิไม่มีเอกสารแสดงทะเบียนสิทธิแล้วก็ไม่อาจดำเนินการรับสิทธิการเยียวยาได้ เพราะในกระบวนการการค้ามนุษย์นั้น มีเด็กจำนวนมากที่ไม่มีเอกสารแสดงทะเบียนสิทธิยืนยันว่าตนเป็นคนไทย ทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีกับบุคคลผู้กระทำผิดได้ หากแต่เอากฎหมายสิทธิมนุษยชนมาใช้บังคับแทน ดังนั้นจึงใคร่อยากให้กฎหมายของไทยนั้นได้ให้สิทธิในการคุ้มครองและดำเนินคดีตามลักษณะของความเป็นจริงทางสังคม ไม่ควรอิงกับกฎหมายเพราะการทำร้ายทารุณ ใช้ความรุนแรงในการละเมิดสิทธิและสวัสดิภาพนั้นเป็นเรื่องมนุษยธรรม ซึ่งกฎหมายได้มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองอยู่แล้ว การดำเนินคดีจึงไม่ควรเลือกที่จะดำเนินคดีบางคดี จากตารางการรับแจ้งคดีและการจับกุมนั้นจะเห็นได้ว่ามีข้อมูลเพียงส่วนที่ได้รับแจ้งกล่าวคือเป็นกรณีของบุคคลซึ่งมีทะเบียนแสดงสิทธิ แต่คาดว่าคงมีอีกหลายคดีที่มิได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะไม่อาจนำสืบดำเนินคดี ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย อาจจะไม่ลงลึกถึงมุมบางมุมของสังคม ทำให้เด็กและเยาวชนที่ถูกละเมิดบางส่วนยังไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายตามกฎหมาย
สังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยปัญหา เด็กและเยาวชนถูกมองเป็นผู้ถูกกระทำ สังคมและจริยธรรมของในคนในสังคมมีที่ว่าจะต่ำลง กฎหมายมีการเพิ่มเติมแก้ไขเพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชนมากขึ้น และดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำละเมิด
ผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายท่านหนึ่ง ได้กล่าวถึงการให้ประชาชนพึงตระหนักเกี่ยวกับการถูกละเมิดสิทธิของเด็กและเยาวชนว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่บิดามารดาผู้ปกครองควรให้ความสนใจและทราบกฎหมายเพื่อจะได้ไม่เป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ปัจจุบันมีการสนับสนุนส่งเสริมการอบรมกฎหมายแก่ชาวบ้านทั้งในเมืองและชนบท นอกจากนั้นในอีกแง่หนึ่งนอกจากเด็กเป็นผู้ถูกกระทำ เด็กยังเป็นผู้กระทำซึ่งในการสอบสวนของอัยการต้องใช้ดุลพินิจประกอบเพราะเด็กนั้นอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่จะกระทำความผิด ซึ่งหน้าที่ทั้งหลายไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ หรือนักกฎหมายเพียงอย่างเดียวต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนและหน่วยงานทุกฝ่ายในสังคมอีกด้วย วิธีของอัยการตามกฎหมายกำหนดว่าพนักงานสอบสวนจะสอบสวนปากคำจะต้องมี อัยการ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และญาติพี่น้องของเด็ก เข้าร่วมด้วยเพื่อให้กระบวนการทำงานทุกขั้นตอนถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง
จึงเห็นได้ว่าในการใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กนั้นต้องการการมีส่วนร่วมของหน่วยงานอื่นๆ เนื่องจากปัญหาทุกวันนี้มิได้เกิดเพราะเหตุที่กฎหมายไม่ครอบคลุมแต่เกิดจากปัญหาทางสังคมอย่างเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตประจำวัน
ท่านผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายดังกล่าวยังเห็นว่าสิ่งที่ยากที่สุด คือ การสร้างความเข้าใจเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน กล่าวคือเป็นปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายอย่างหนึ่งเช่นกัน
ในประเด็นเรื่องกฎหมายที่คุ้มครองการละเมิดสิทธิของเด็กและเยาวชนนั้นยังมีนักวิชาการทางกฎหมายอีกท่านหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของหน่วยงานว่ามีความไม่สมดุล เนื่องจากในสภาพความเป็นจริงทรัพยากรจำนวนมากได้ถูกจัดสรรไปเพื่อการทำงานในระดับนโยบาย ส่วนการดำเนินงานในระดับปฏิบัติได้รับการสนับสนุนทรัพยากรค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะในเรื่องการดำเนินคดีเอาผิดจากนักค้ามนุษย์ และการเรียกร้องเอาค่าชดเชยความเสียหาย และที่สำคัญยังขาดหน่วยงานถาวรระดับสากล ภูมิภาคและระดับชาติที่จะทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเรื่องการค้ามนุษย์ จึงส่งผลให้การทำงานยุ่งยาก ซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองทรัพยากร รวมทั้งการขาดโอกาสที่จะถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของหน่วยงานต่างๆ เพื่อปรับปรุงและพัฒนารูปแบบอันเหมาะสมในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขและป้องกันการค้ามนุษย์
นอกจากนี้นักวิชาการท่านเดียวกันได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประโยชน์สูงสุดของเด็กที่ตกเป็นเหยื่อโดยแสดงทัศนว่า ความพยายามในการแก้ไขและป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ของประชาคมโลก รัฐบาล และภาคประชาชาสังคมโดยภาพรวม จะเน้นเรื่องการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิของเด็กเป็นสำคัญ เพราะเป็นที่ยอมรับว่าเด็กไม่ควรตกอยู่ในสภาพที่จะถูกแสวงหาประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสวงหาประโยชน์ทางเพศและใช้แรงงานเยี่ยงทาส ทุกภาคส่วนของสังคมจึงต้องรับผิดชอบร่วมกันที่จะช่วยเหลือป้องกันเด็กให้หลุดพ้นจากสภาพดังกล่าว ความพยายามทั้งหมดจึงเน้นเด็กเป็นศูนย์กลางในการบัญญัติกฎหมาย ผู้ทำงานพิทักษ์คุ้มครองเด็กจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิของเด็ก แต่ว่าผู้กำหนดนโยบายกับผู้ปฏิบัติยังไม่ได้คำนึงถึงสิทธิและความต้องการที่แตกต่างของเหยื่อจากการค้ามนุษย์ ดังนั้นการปฏิบัติงานเพื่อพิทักษ์ปกป้องเด็กในหลายกรณี อาจจะละเมิดสิทธิของผู้เสียหายโดยเฉพาะการที่ต้องถูกบังคับ ช่วยเหลือเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาและการส่งกลับภูมิลำเนาในลักษณะที่ผู้เสียหายไม่สามารถร่วมตัดสินใจในชะตากรรมของตน ดังนั้นควรเคารพและส่งเสริมสิทธิในการตัดสินใจอนาคตของเด็กด้วย
4. บทสรุป
มาตรการของกฎหมายคุ้มครองการละเมิดสิทธิของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชนมีหลายฉบับที่เป็นกฎหมายเฉพาะกรณีโสเภณีเด็กและแรงงานเด็กรวมทั้งอนุสัญญาระหว่างประเทศและข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่กฎหมายยังไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ สาเหตุสำคัญคือ มีปัญหาคุณภาพกฎหมายและการนำกฎหมายนั้นไปใช้บังคับและอุปสรรคอื่นๆจากตัวของเด็กและเยาวชนเองรวมทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศด้วย

5. เสนอแนะ
จากการศึกษากฎหมายเฉพาะและการศึกษาปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชนยังไม่ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจเนื่องจากปัญหาการค้าประเวณีเด็กและการค้าแรงงานเด็กยังคงเป็นปัญหาอยู่ จึงใคร่เสนอแนะแนวทางการพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นดังต่อไปนี้
ประการแรกพัฒนาคุณภาพของกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชนให้ความหมายของคำว่า “เด็ก” และ “เยาวชน” นั้นไม่สอดคล้องกันทุกฉบับ เพื่อขจัดปัญหาความไม่ชัดเจนของนิยามในกฎหมายแต่ละฉบับ ควรมีมาตรฐานเดียวกันและขจัดความยุ่งยากในการบังคับกฎหมายใช้
ประการที่สองปัญหาการนำกฎหมายไปบังคับใช้กับประชาชน ประชาชนส่วนใหญ่นั้นยังไม่ทราบและเข้าใจในเนื้อหาของกฎหมายที่ได้บัญญัติเฉพาะไว้เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน รัฐควรมีมาตรการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบและเข้าใจกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้เป็นเพื่อประโยชน์ในการบังคับใช้และประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนที่พึงได้รับ หากประชาชนต่างทราบและปฏิบัติตามกฎหมาย คอยแจ้งเมื่อพบกระทำผิดในสังคมให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปดำเนินการ ทั้งนี้เพื่อจะได้สมประโยชน์แก่สังคมและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ซึ่งบังคับใช้กฎหมายมีจำนวนหนึ่งที่ไม่เข้าใจในเนื้อหาของกฎหมายจึงเป็นที่มาของปัญหาการบังคับใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่ออกใหม่ ดังนั้นควรจะจัดให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง
ประการที่สาม เมื่อมีมาตรการบังคับใช้กฎหมายแล้วควรมีการติดตามผลของเด็กและเยาวชนที่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย เช่นจากพระราชบัญญัติการค้าประเวณี ที่มีมาตรการการเยียวยาโดยการพัฒนาอาชีพฝึกอบรมนั้นหากมีการได้รับการติดตามผลจะได้ทราบได้แน่ชัดว่าหญิงและเด็กที่ได้รับการฝึกอาชีพนั้นจะสามารถนำความรู้จากที่ฝึกอบรมนั้นไปประกอบอาชีพในชีวิตจริงได้หรือไม่ หากไม่สามารถทำได้ รัฐควรต้องแก้ปัญหาต่อไป ทั้งนี้เพื่อไม่ให้หญิงและเด็กกลับไปสู่งานในสายอาชีพโสเภณีเช่นเดิม
ประการที่สี่ การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชนจะแก้ด้วยการบัญญัติกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากสาเหตุหลักก็คือเด็กและเยาวชนเหล่านั้นส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจนและด้อยการศึกษา ดังนั้นการแก้ปัญหาต้องแก้ที่สาเหตุควรใช้กฎหมายควบคู่กับหลักทางสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์เป็นไปอย่างบูรณาการกัน ในด้านสังคมศาสตร์ รัฐควรดูแลเด็กและเยาวชนทุกคนในราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มีสัญชาติไทยหรือเด็กต่างด้าวให้เข้าถึงบริการของรัฐ ทั้งทางด้านการศึกษาและสาธารณสุขเพื่อจะได้มีความรู้และพึ่งตนเองได้ ทางด้านเศรษฐกิจรัฐควรส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาความยากจนเพื่อลดจำนวนครอบครัวที่ยากจนให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ ในทางรัฐศาสตร์ภาครัฐควรยกปัญหาการค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กและเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้รัฐบาลได้สนใจและจริงจังกับการแก้ปัญหาดังกล่าว
บุญจง ขาวสิทธิวงษ์

This entry was posted in Uncategorized and tagged . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s